หน้าแรก ชุมชนผู้รักษาระบบนิเวศ
ติดต่อเรา

“ร่วมอนุรักษ์...ในแบบที่คุณทำได้”

บางคนมีเวลา บางคนมีความรู้ บางคนมีแรงสนับสนุน
มาร่วมกัน เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณมีเพื่อสร้างผืนป่าที่ยั่งยืนร่วมกัน

200+
ส่งเสริม และกระตุ้นการมี
ส่วนร่วมของคนภายในชุมชน
+30%
ช่วยดูดซับ CO₂ คืนสู่ธรรมชาติ
และฟื้นฟูธรรมชาติ (ต่อปี)
พื้นที่ป่า
รอการสนับสนุน
100%
มูลค่าที่ได้รับการสนับสนุน
0บาท
สถานะการสนับสนุนการอนุรักษ์
ชุมชนที่ได้รับการช่วยเหลือ (ชุมชน)
0
จำนวนพื้นที่ป่าที่ได้รับการอนุรักษ์ (ไร่)
77,791
จำนวนเงินที่สนับสนุน (ล้านบาท)
0
ผู้ร่วมสนับสนุน (คน)
13
ธุรกิจการเกษตร (ห้างร้าน)
0
องค์กรบริษัทรวมสนับสนุน (องค์กร)
0
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินหมู่บ้านดอยปุย
    หมู่บ้านนำร่อง 10 ชุมชน พื้นที่อุทยานแห่งชาติคอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่
    หมู่บ้านนำร่อง 10 ชุมชน
    1. บ้านปางยาง หมู่ที่ 7 ตำบลบ้างปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
    2. บ้านทุ่งโป่ง หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    3. บ้านดอยปุย หมู่ที่ 11 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
    4. บ้านใหม่สันคะยอม หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
    5. บ้านปงเหนือ หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
    6. บ้านแม่สาใหม่ หมู่ที่ 6 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    7. บ้านแม่สาน้อย หมู่ที่ 10 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    8. บ้านปางแหว หมู่ที่ 3 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    9. บ้านขุนช่างเคี่ยน หมู่ที่ 4 ตำบลช้างเผือก อำเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
    10. บ้านแม่เหียะใน หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
    11. โครงการซีพีอาสาปลูกแทนคุณ บ้านสบขุ่น ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
    12. บ้านใหม่พัฒนา ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
    50 %
    พื้นที่อื่นๆ
    25 %
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    5 %
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    20 %
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านปางยาง
    หมู่ที่ 7 ตำบลบ้างปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านปางยาง
    ประวัติหมู่บ้าน

    ประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านปางยาง

    “หมู่บ้านต้นน้ำ อนุรักษ์ต้นสักใหญ่ รวมใจสามัคคี”ปางยาง ตั้งอยู่ในตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเก้าหมู่บ้านของตำบลบ้านปง โดยชุมชนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานของผู้คนที่หลากหลายทาชุมชนพื้นเมือง มีความหลากหลายวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และการบอกเล่าจากคนในชุมชนบ้านปางยาง เดิมชื่อบ้านป๋างย้าง เพราะมีประวัติว่ามีพระยาเจ้าเมืองล่ากวางคำ มาแวะพักที่หมู่บ้านนี้(ป๋างย้าง) หรือที่พักผ่อนชั่วครู่และเดินทางต่อคนสมัยก่อนเลยเรียกที่นี่ว่าบ้านป๋างย้าง แต่ตอมาเลยพูดผิดเพี้ยนจนเป็นบ้านบ้านปางยางเริ่มก่อตั้งจากกลุ่มคนที่อพยพมาตั้งรกรากในพื้นที่ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และแหล่งน้ำที่อำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิตในอดีต การตั้งถิ่นฐานของชาวบ้านปางยางสะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบพึ่งพาธรรมชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านในพื้นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับป่าไม้และภูเขาที่ล้อมรอบชุมชน การเก็บหาของป่าและการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ช่วยหล่อเลี้ยงครอบครัวและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน นอกจากนี้ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมยังคงมีบทบาทสำคัญในการดำรงวิถีชีวิตของคนในชุมชนมาจนถึงปัจจุบัน

    นอกจากนี้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของบ้านปางยางเกิดจากการหลอมรวมของประเพณีและความเชื่อจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ทั้งนี้ ชุมชนได้พัฒนาระบบการจัดการภายในให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของตนเอง มีการจัดกิจกรรมประเพณีต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี เช่น งานบุญประจำปี การละเล่นพื้นบ้าน และการจัดพิธีกรรมทางศาสนาที่แสดงถึงความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ชุมชนบ้านปางยางมีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น มีการพึ่งพาอาศัยกันทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ชาวบ้านยังคงรักษาคุณค่าและอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ได้อย่างเข้มแข็ง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน แต่บ้านปางยางยังคงเป็นชุมชนที่สะท้อนถึงความงดงามของวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนกับธรรมชาติ 

    บ้านปางยางประกาศเป็นหมู่บ้านปีเมื่อปี พ.ศ.2523 และมีผู้ใหญ่บ้านคนแรก คือนายรัตน์  จอมทอง ปัจจุบัน มีนางสาวลักขณา ไชยคำ ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน พื้นที่หมู่บ้านล้อมรอบด้วยหุบเขา มีความลาดชันมากโดยเฉพาะในเขตป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ปุย และป่าสงวนป่าแม่ขนิล

    ประชากร

    -

    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านทุ่งโป่ง
    หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านทุ่งโป่ง
    ประวัติหมู่บ้าน

    ประวัติความเป็นมาของชุมชน

    ทุ่งโป่ง จากการศึกษาข้อมูลจากคนในชุมชนที่อพยพมาอยู่รุ่นแรกๆของชุมชนได้แก่ คุณพ่อประกาศ คลอนศรี และคุณแม่เทียมต๋า ถามถ้วน ได้ข้อมูลว่า คนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านน้ำตก หรือ บ้านทุ่งโป่ง มาจากบ้านป่าม่วง หมู่ที่ 5 เนื่องจากชุมชนมีความหนาแน่น และต้องการที่ทำกิน ที่นา ที่สวน ชุดแรกจะเป็นหม่อนแสน เป็นพ่ออุ้ย ของนายเสงียบ ถามถ้วน ผู้ใหญ่บ้านครปัจจุบัน จำนวน 3 ครัวเรือน มาบุกเบิกพื้นที่ทำการปลูกข้าวและการเกษตร หลังจากนั้นก็มีญาติพี่น้อง คนที่รู้จัก อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มเติม รวมถึงคนต่างถิ่นที่ใช้เส้นทางผ่านบริเวณนี้ได้มาจับจอง รวมถึงซื้อที่ดินสร้างบ้าน ทำการเกษตรเพิ่มเติม โดยคนที่มาอยู่ได้พยายามสร้างศูนย์กลางที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชน จึงได้มีการสร้างวัด เดิมเรียกวัดปางป่าค่า (ตั้งชื่อตามสภาพพื้นที่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีต้นมะค่าจะนวนมาก) ต่อมามีการสำรวจพบน้ำตกแม่สา และปี พ.ศ.2500 รัชการที่ 9 เสด็จประพาสน้ำตกแม่สา คนทั่วไปจึงเรียกชื่อวัดว่า “วัดน้ำตกแม่สา” รวมไปถึงชื่อหมู่บ้านที่บางคนรู้จักในนามบ้านน้ำตกแม่สา บางคนก็รู้จักในนามบ้านทุ่งโป่ง ดังนั้นบ้านทุ่งโป่ง หรือบ้านน้ำตกแม่สาคือหมู่บ้านเดียวกัน

    จากการสอบถามข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องกับข้อมูลชุมชนที่เขียนไว้ในแผนพัฒนาหมู่บ้าน ปี 2564 โดยบันทุกไว้ว่า “หมู่บ้านน้ำตกแม่สาหมู่ที่ 1 เดิมที่มาหมู่บ้านนี้มีชื่อเรียกว่าทุ่งโป่งหรือบ้านป่าค่า เพราะแรกเริ่มตั้งหมู่บ้านนี้มีพ่ออุ้ย แม่อุ้ย รุ่นหลังมาได้เข้ามาตั้งรากฐานทำพื้นที่เพื่อมาอยู่อาศัยที่นี่ เป็นพื้นที่ที่มีไม้มะค่า ชาวบ้านสมัยนั้นเลยใช้ชื่อตามความที่ปรากฏที่มีอยู่ คือบ้านป่าค่า ต่อมาเมื่อปี 2428 ได้มีประชากรอยู่เพิ่มมากขึ้นและมีการค้นพบน้ำตกแม่สาขึ้นในหมู่ที่ 1 ตั้งแต่นั้นมาเลยทางการเห็นน้ำตกแม่สามีชื่อเสียงในการท่องเที่ยวในหมู่บ้านมีคนรู้จักไปทั่วสารทิศหลังจากนั้นมาได้มีการเสด็จของพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่9 เสด็จทอดพระเนตรน้ำตกแม่สาเลยเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ตลอดถึงต่างประเทศหลังจากนั้นมาประชาชนในหมู่บ้านก็เลยใช้ชื่อหมู่บ้านเป็นน้ำตกแม่สา มาจนถึงปัจจุบัน”ซึ่งในหมู่บ้านทุ่งโป่งปัจจุบันได้แบ่งการปกครองภายในเป็นป๊อก หรือ หย่อมบ้าน ออกเป็นจำนวน 6 หย่อมบ้านหรือ 6 ป๊อกบ้าน ดังนี้

    1.ป๊อกบ้านทุ่งแท่น                       4.ป๊อกบ้านพระธาตุ

    2.ป๊อกบ้านท่ามะโอนอก                5.ป๊อกบ้านใหม่ท้องตุม

    3.ป๊อกบ้านท่ามะโอใน                   6.ป๊อกบ้านทุ่งโป่ง

    แต่ละป๊อกบ้านจะมีศาลเจ้าศักดิสิทธิประจำป๊อกเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ บ้านทุ่งโป่งมี วัดน้ำตกแม่สา มีโรงเรียนบ้านทุ่งโป่ง เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีน้ำตกแม่สา เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่มีชื่อเสียง ปัจจุบันบ้านทุ่งโป่ง เป็นบ้านขนาดใหญ่ ที่มีธุรกิจท่องเที่ยว ที่พัก มีประชากรภายนอกมาอาศัยประมาณร้อยละ 20 ของชุมชน  พื้นที่หมู่บ้านทุ่งโป่ง บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตร มีที่อยู่อาศัยบางส่วน ซึ่งการใช้ที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติเป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์

    ประชากร

    ข้อมูลประชากร

    จำนวนประชากร รวมทั้งสิ้นคน 1434 แยกเป็น  ชาย 698 คน หญิง 736 คน จำนวนครัวเรือน 751 ครัวเรือน

    • ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป )  รวมทั้งสิ้น 244 คน แยกเป็น ชาย 115 คน  หญิง 129 คน
    • ผู้พิการ รวมทั้งสิ้น 9 คน  แยกเป็น  ชาย 7 คน หญิง 2 คน
    • ผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งสิ้น 3 คน แยกเป็น ชาย 1 คน หญิง 2 คน

    ด้านการศึกษา

    • กำลังศึกษาจำนวน 74 คน แบ่งเป็นเพศชาย 35 คน เพศหญิง 39 คน
    • เด็กอายุ 3 - 5 ปี ได้รับบริการเลี้ยงดูเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน 12 คน
    • เด็กอายุ 6 - 14 ปี ได้รับการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี 55 คน
    • เด็กจบชั้น ม.3 ได้เรียนต่อชั้น ม.4 หรือเทียบเท่า 5 คน

    การประกอบอาชีพ

    • ไม่มีอาชีพ                                   จำนวน 49 คน
    • เกษตร-ทำนา                               จำนวน 4 คน
    • เกษตร-ทำสวน                             จำนวน 2 คน
    • พนักงาน-รับราชการ                     จำนวน 42 คน
    • พนักงานบริษัท                            จำนวน 8 คน
    • รับจ้างทั่วไป                                จำนวน 476 คน
    • ค้าขาย                                       จำนวน 219 คน
    • ธุรกิจส่วนตัว                                จำนวน 13 คน
    • อาชีพอื่นๆ                                  จำนวน 61 คน
    • พนักงาน-รัฐวิสาหกิจ                      จำนวน 3 คน
    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านดอยปุย
    หมู่ที่ 11 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านดอยปุย
    ประวัติหมู่บ้าน

    ประวัติความเป็นมาของชุมชน

    ยังไม่มีผู้ใดสามารถสรุปได้ว่าชนชาติพันธ์เผ่าม้งมาจากที่ไหนแต่สันนิษฐานกันว่าชนเผ่าม้งอาจจะอพยพมาจากที่ราบสูงธิเบตหรือไซบีเรียหรือมองโกเลียเข้าสู่ประเทศจีน และตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำฮวงโห) เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งกลุ่มชนเผ่าม้งจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในมณฑลไกวเจา ฮุนหนำ กวางสี และมณฑลยูนาน กลุ่มชนเผ่าม้งอาศัย อยู่ใน ประเทศจีนมาหลายศตวรรษ จนกระทั่งประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 ราชวงศ์แมนจู(เหม็ง) มีอำนาจในการ ปกครอง ประเทศจีน กษัตริย์จีนในราชวงศ์แมนจู (เหม็ง) ได้เปลี่ยนนโยบายที่อยู่ร่วมกัน อย่างสันติ มาเป็นการปราบปรามเพราะเห็นว่า กลุ่มชนเผ่าม้งที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่แล้วมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนรัสเซีย ทำให้คนจีนคิดว่าชนเผ่าม้งเป็นคนรัสเซีย จึงเป็นเหตุให้มีการปราบปรามกลุ่มชนเผ่าม้งเกิดขึ้น เพื่อให้กลุ่มชนเผ่าม้ง ยอมจำนนและยอมรับวัฒนธรรมของจีน และอีกประการหนึ่งยัง เห็นว่า กลุ่มชนเผ่าม้งเป็นพวกอนารยชนแห่งขุนเขา (คนป่าเถื่อน) จึงได้มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง ในหลายเมืองในประเทศจีน เช่น ในเมืองพังหยุนในปี พ.ศ.2009 และการต่อสู้ในมณฑลไกวเจาในระหว่าง พ.ศ. 2276-2278 และการต่อสู้ในมณฑลเสฉวน ในระหว่าง พ.ศ. 2306–2318 ในที่สุดกลุ่มชนเผ่าม้งประสบกับความพ่ายแพ้ สูญเสียกำลังพลรบ และประชากรเป็นจำนวนมาก ในที่สุดกลุ่มชนเผ่าม้งเริ่มอพยพถอยร่นสู่ทางใต้และกระจายเป็นกลุ่มย่อยๆบางกลุ่ม ได้อพยพ กลับขึ้นไปอยู่บนที่สูงป่าเขา ในแคว้นสิบสองสิบสองปันนา และบางกลุ่มได้อพยพไปทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของราชอาณาจักรลาวบริเวณทุ่งไหหินและเดียนเบียนฟู โดยมีหัวหน้าชนเผ่าม้งคนหนึ่ง คือ นายพลวังปอ ได้รวบรวมกลุ่มชนเผ่าม้งที่กระจายอยู่ในดินแดน ต่างๆ และอพยพเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2400 เป็นต้นมาปัจจุบันชนเผ่าม้งส่วนใหญ่ในประเทศไทย ตั้งถิ่น ฐานอยู่ตามภูเขาสูงหรือที่ราบเชิงเขาในเขตพื้นที่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำปาง พิษณุโลก กำแพงเพชร เลย เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก มีจำนวนประชากรทั้งสิ้นประมาณ 151,080 คน จากข้อมูลทำเนียบชุมชน บนที่สูง 28 จังหวัดในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2545 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์การตั้งถิ่นฐานของ ชนเผ่าม้งบนดอยปุย

    เดิมหมู่บ้านชนเผ่าม้งบนดอยปุยเป็นพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย เป็น ป่าดงดิบมีความหลากหลายทางด้านระบบนิเวศวิทยา เช่น มีสัตว์ป่า แมลง และพืชพันธ์นานาชนิดพร้อมทั้งมีพืชสมุนไพร เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2489 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านไปหนึ่งปี มีชนเผ่าม้งได้อพยพเข้ามาอยู่ก่อน เรียกชื่อหมู่บ้านว่า “หมู่บ้านปานขมุก” ต่อมาในปี พ.ศ. 2494 ได้มีกลุ่มชนเผ่าม้ง จำนวน 3 ครอบครัว คือ นายชงหลื่อ แซ่ว่าง  นายไซหลื่อ แซ่ลี่ และนายจู้สืบ แซ่ว่าง ได้เข้ามาบุกเบิกพื้นที่เพื่อทำไร่ ปลูกข้าวโพด ข้าวไร่ และฝิ่น ในขณะนั้นกลุ่มชน เผ่าม้งทั้ง 3 ครอบครัว ยังคงตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านปางป่าคา ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ.2496 – 2497 ทางหน่วยงานราชการได้ส่งกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไป ปราบปรามกลุ่มชาวจีนฮ่อที่ค้าฝิ่น ที่หมู่บ้านปางป่าคา กลุ่มชาวจีนฮ่อที่ค้าฝิ่นได้เข้าไปอยู่อาศัยปะปนกับชาวบ้าน เมื่อมีการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชาวบ้านที่ได้รับ ผลกระทบมีทั้งชนเผ่าม้งและชาวจีนฮ่อจึงได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในสถานที่แห่งใหม่และในที่สุดหมู่บ้านปางป่าคาได้ล่ม สลายหรือกลายเป็นหมู่บ้านร้าง ชนเผ่าม้งและชาวจีนฮ่อส่วนหนึ่งนำโดย นายเลาป๊ะ แซ่ย่าง ได้อพยพหนี การปราบปราม ยาเสพติดจากบ้านปางป่าคา ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านดอยปุย ในปัจจุบันนี้ เพิ่มอีก 30 ครัวเรือน และชุมชนในขณะนั้นได้เลือก นายเลาป๊ะ แซ่ย่าง ให้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแต่ยังไม่ได้เป็น หมู่บ้านอย่างเป็นทางการ บ้านดอยปุยอยู่ห่างพื้นที่เมืองเชียงใหม่ประมาณ 20 กิโลเมตร ทำให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายของ ประชากรกลุ่มต่างๆมาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรเพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มจากชาวจีนฮ่อได้อพยพมาจากบ้านแม่สาใหม่เข้ามาอาศัยอยู่ กับชาวม้งและเป็นกลุ่มที่ทำการค้าขายกับชาวม้งมาตั้งแต่อดีต ทำให้ชาวจีนฮ่อเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกบนพื้นที่สูงจากชาวม้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2500 ทางราชการได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเขต 5 (ต.ช.ด) ค่ายดารารัศมี เข้ามาพัฒนาหมู่บ้าน โดยการสร้างโรงเรียนแบบชั่วคราวเพื่อสอนหนังสือ และได้เรียนรู้ภาษาไทยให้อ่านออกเขียนได้ให้กับเด็กชนเผ่าม้ง และการศึกษาผู้ใหญ่ โดยใช้ชื่อโรงเรียน “โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสงเคราะห์” (ดอยปุย) มีเจ้าหน้าที่ ต.ช.ด. เป็นครู สอนหนังสือ ต่อมาปี พ.ศ.2505 ทางกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้รับเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) โดยมอบหมายให้ตำรวจตระเวนชายแดนดำเนินการก่อสร้างโรงเรียน แบบถาวรและในโอกาสนี้ พล.ต.ต.กระจ่าง ผลเพิ่ม ผู้รักษาการในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนได้กราบ บังคมทูลขอให้พระราชทานแผ่นศิลาฤกษ์ และได้นำมาทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2507 และได้ทรง พระราชทานนามโรงเรียนนี้ว่า “โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 1” ได้ทำพิธีเปิดโรงเรียนวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2507 เวลา 11.00 นาฬิกา โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีศรีสังวาลย์เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดโรงเรียน

    ต่อมาในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2523 ทางกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 5 ได้โอนกิจกรรมของโรงเรียน ให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายสืบพงษ์ แสนยาเกียรติกุล เป็นครูใหญ่ท่านแรกต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2525 ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้โอนกิจกรรมของโรงเรียนให้สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ (สปช) กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อได้รับโอนมาอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช) ได้รับงบประมาณให้ก่อสร้างอาคารเรียนแบบ อชม 1 จำนวน 1 หลัง บ้านพัก 1 หลัง ในปัจจุบันนี้มีอาคารเรียนที่ได้มาตรฐาน อยู่ 3 อาคาร เพื่อใช้บริการสำหรับการเรียนการสอนให้กับประชาชนในชุมชน เมื่อหน่วยงานราชการของรัฐได้เข้ามาพัฒนา จึงทำให้หมู่บ้านดอยปุยได้รับคุณประโยชน์ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานคำแนะนำในด้านทางการเกษตร โดยปลูกพืชเศรษฐกิจแทนการปลูกฝิ่น และการอนุรักษ์รักษาผืนป่าโดยการปลูกไม้ผลเพื่อลดการทำไร่เลื่อนลอย ด้านการอาชีพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ 40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน) เพื่อปลูกสร้างร้านค้าและการลงทุนเพื่อแนะนำให้ ประชาชนได้รับรู้และมีทักษะในการค้าขาย ทำให้ประชาชนชาวไทยภูเขาเผ่าม้งบนดอยปุยซาบซึ่งในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างล้นพ้นตลอดมา และในความกรุณาของทั้งสองพระองค์นั้นทำให้หมู่บ้านดอยปุย และประชาชนชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาจน ถึงทุกวันนี้ (สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และเอกสารแนะนำประวัติบ้านดอยปุย)

     

    ประชากร

    สภาพสังคมบ้านดอยปุยเป็นกลุ่มบ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงดอยปุย มีประชากร จำนวน 1,408 คน 279 ครัวเรือน ประกอบด้วย 3 เผ่า คือ ม้ง กะเหรี่ยง พื้นเมือง ร้อยละ 80 เป็นเผ่าม้ง ด้านสาธารณสุข ประชาชนใช้บริการจากสถานีอนามัยบ้านโป่งน้อย และโรงพยาบาลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ และโรงพยาบาลนครพิงค์ และที่ผ่านมาโครงการ พัฒนาแบบพื้นที่สูงดอยปุยได้สนับสนุนการทำแผนชุมชนและการนำไปใช้ประโยชน์ส่งเสริมให้มีการ รวมกลุ่มอาชีพ ได้แก่ กลุ่มไม้ผล และกลุ่มปลูกผัก การจัดตั้งกลุ่มและกองทุนเพื่อให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน การพัฒนาตลาดผลผลิตในชุมชน การพัฒนาหมู่บ้านสะอาดชุมชนเข้มแข็ง และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อรักษาวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น

    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านใหม่สันคะยอม
    หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านใหม่สันคะยอม
    ประวัติหมู่บ้าน

    ความเป็นมาชุมชน

    ชุมชนบ้านเก๊าเดื่อ ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำแม่ตาช้างตอนกลาง อยู่ระหว่างหุบเขาสองด้าน คือด้านตะวันออกเทือกเขาอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย และด้านตะวันตกเทือกเขาอุทยานแห่งชาติออบขาน มีสายน้ำแม่ตาช้างไหลผ่านหมู่บ้านทำให้แบ่งหมู่บ้านออกเป็นสองฝั่งน้ำหรือสองฝั่งถนนสายหางดง-สะเมิง  บ้านเรือนตั้งอยู่ที่ราบหุบเขา บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นรูปแบบใหม่ที่ได้รับวัฒนธรรมจากชาวตะวันตกเป็นบ้านชั้นเดียว ก่อสร้างด้วยปูนมุงหลังคาด้วยกระเบื้องลอน บ้านเรือนทรงไทยล้านนาโบราณมีส่วนน้อยมากหาได้ยากนอกจากเป็นบ้านเรือนเก่า ชุมชนบ้านเก๊าเดื่อตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้นานมากกว่า 250 ปีสันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของบ้านเก๊าเดื่อเป็นชนเผ่า “ลัวะ” ซึ่งเป็นประชาชนพื้นเมืองดั้งเดิมส่วนใหญ่ของเชียงใหม่ “บ้านเก๊าเดื่อ”  มีที่มาจาก “ต้นมะเดื่อหลวง” ที่มีขนาดลำต้นสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ในทุ่งนา ผู้คนเดินทางผ่านไปมาพบเห็นต้นมะเดื่อหลวงเด่นชัดกว่าสิ่งอื่นใดในบริเวณนั้น ชาวบ้านจึงพากันเรียกชื่อหมู่บ้านว่า  “บ้านเก๊าเดื่อ” ต่อมาในปี พ.ศ.2545 ได้มีการขอแยกหมู่บ้านเพิ่มขึ้นเพื่อความทั่วถึงของการกระจายงบประมาณ และหมู่บ้านเองมีขนาดใหญ่ ยากในการปกครองและพัฒนาให้ทั่วถึงเจริญเท่าเทียมกัน แยกออกมาตั้งเป็นหมู่ที่ 10 บ้านใหม่สันคะยอม ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ โดยแบ่งออกมา 3 หย่อมบ้าน คือ 1.หย่อมเด่นกระต่าย 2.หย่อมสันคะยอม 3.หย่อมโฮ่งป่าหมาก โดยมี นางอมรศรี มั่งมูลมา เป็น ผู้ใหญ่บ้านคนแรกและ ปัจจุบันมี นายวิทวัส ก๋องคำ เป็นผู้ใหญ่บ้าน 

    ประชากร

    มีจำนวน 112 ครัวเรือนจำนวนประชากรทั้งหมด 369  คน

    ผู้ชาย 182 คน ผู้หญิง 187 คน

    ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมือง

    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านปงเหนือ
    หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านปงเหนือ
    ประวัติหมู่บ้าน

    ประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านปงเหนือ

    บ้านปงเหนือ หมู่ที่ 2 บ้าน บ้านปงเหนือ ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ชื่อเดิม คือ ปงย้างม้า (แปลว่าที่พักม้าและมีปงเป็นอาหารของม้าซึ่งเป็นที่ราบเชิงเขามีลำห้วยแม่ท่าช้างไหลผ่านกลางหมู่บ้าน เดิมเป็นเส้นทางค้าขายระหว่าง อำเอสะเมิงกับตัวเมืองเชียงใหม่ ทุกครั้งที่ชาวบ้านนำผลผลิตทางการเกษตรออกมาแลกและจำหน่ายในตัวเมืองเชียงใหม่จะแวะพักที่บ้านปงทุกครั้ง เนื่องจากที่บ้านปงมีน้ำและอาหารสำหรับม้า พอรุ่งเช้าก็เดินทางต่อไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ขากลับก็เช่นกัน ต่อมาทางราชการให้ตั้งชื่อหมู่บ้านและให้ใช้ชื่อที่ทุกคนทุกภาคเข้าใจง่ายจึงใช้ชื่อว่า บ้านปง หมู่บ้านบ้านปงเริ่มมีประชากรเพิ่มมากขึ้นจึงแยกออกมา เป็น 2 หมู่บ้าน เป็นบ้านปงเหนือและบ้านปงใต้ บ้านปงเหนือมีลักษณะประเทศเป็นที่ราบเชิงเขาสองฝั่งน้ำแม่ตาช้าง มีเนื้อที่โดยประมาณ 2,090 ไร่ บริเวณหมู่บ้านเหมาะสำหรับการทำเกษตร

    สภาพทั่วไปของชุมชน

    บ้านปงเหนือ หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่อยู่อาศัยส่วนมากยังไม่มีเอกสารสิทธถึงแม้ว่าจะอยู่อาศัยมาหลายชั่วอายุคนแล้ว พื้นที่ของหมู่บ้าน มีพื้นที่ที่ต้องการพัฒนาจำนวนมาก มีจำนวนซอยมาก การพัฒนาค่อนข้างล่าช้า และชาวบ้านมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง และ มีสถานที่สำคัญดังต่อไปนี้ วัด 1 แห่ง มีโรงเรียนขยายโอกาส 1 แห่ง และมีศูนย์การศึกษา ตามอัธยาศัย 1 แห่ง มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ 1 แห่ง ทางด้านแหล่งน้ำมีลำห้วยแม่ท่าช้าง มีประปาภูเขา 1 แห่ง มีประปาหมู่บ้าน 1 แห่ง แต่ไม่สามารถครอบคลุมทั้งหมู่บ้านได้

    ลักษณะดิน โดยทั่วไปมีทั้งดินร่วน ดินเหนียว ดินร่วนปนทราย และดินดำเป็นบางส่วน

    ลักษณะภูมิอากาศ

              บ้านปงเหนือมีลักษณะอากาศร้อนชื้น อากาศเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล มี 3 ฤดู ได้แก่

    ฤดูร้อน  เริ่มแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึง พฤษภาคม สภาพอากาศไม่ค่อยร้อนมากนัก ด้วยสภาพชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ดีอยู่จากการจัดการของชุมชน แต่ในช่วงปลายของฤดูมักจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและมีลมกรรโชคแรงรวมทั้งอาจจะมีลูกเห็บตก ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของชุมชนทุกปี เรียกว่าพายุฤดูร้อน

    ฤดูฝน    เริ่มตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ถึงเดือน กันยายน ระยะเวลาประมาณ 5 เดือน จะมีฝนตกหนักในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน อาจก่อให้เกิด น้ำป่าไหลหลาก โดยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 950 มิลลิเมตร/ปี

    ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงเดือนตุลาคมเป็นช่วงของการเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูฝนสู่ฤดูหนาว อากาศแปรปรวนไม่แน่นอน อากาศเริ่มเย็น หรืออาจจะมีฝนตกฟ้าคะนอง อากาศหนาวบางปีอาจจะต่ำกว่า 10 องศา

    ประชากร

    มีทั้งหมด 397 ครัวเรือน

    ประชากรรวมทั้งหมด 900 คน

    เป็นชาย 468 คน เป็นหญิง 432 คน

    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านแม่สาใหม่
    หมู่ที่ 6 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านแม่สาใหม่
    ประวัติหมู่บ้าน

    หมู่บ้านแม่สาใหม่เดิมทีย้ายมาจากบ้านขมุก หรือแม่สาเก่า ซึ่งเมื่อก่อนเข้ามาอยู่ใหม่ๆ นั้นคือ กลุ่มแซ่เฒ่า โดยนายหว่าซี โอยประมาณ พ.ศ. 2484 และต่อมาจึงมีผู้อพยพเข้ามาทีละครอบครัวจึงมีอยู่ด้วยกันถึง 6 ตระกูล คือ แซ่เฒ่า แซ่ย่าง แซโซ้ง และแซ่ลี ซึ้งช่วงระหว่างนั้นทางราชการ ได้มีคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ดอยปุยให้หมด เพราะที่ดอยปุยมีโรงเรียนและถนนให้ย้ายไปเพื่อบุตรหลานจะได้เข้าโรงเรียนระหวางที่หมู่บ้านแม่สาเก่ากำลังถูกอพยพมีกลุ่มแซ่โซ้งอพยพเข้ามาจากดอยสามหมื่นเข้ามากับกลุ่มที่ไม่ได้ย้าย และรู้จักกับกลุ่มแซ่เฒ่าเลยย้ายไปอยู่ในพื้นที่นา ของนายซงป่อ ที่ตั้งของหมู่บ้านแม่สาใหม่ในปัจจุบัน

    บ้านแม่สาใหม่ ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสูงตระหง่านในอำเภอแม่ริม เป็นหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่อพยพมาจาก 3 พื้นที่ คือ บ้านละอูบ อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน บ้านวัดจันทร์ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเริ่มแรกเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณสันดอยบ้านแม่สาเก่า (ปางขมุ) ก่อน แต่เนื่องจากสันดอยบ้านแม่สาเก่ามีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม จึงย้ายมาอยู่ที่บ้านแม่สาน้อยแทน ประชากรชาวม้งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประกอบด้วย ม้งน้ำเงิน (ม้งลาย) และม้งขาว  ม้ง (Hmong) เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ส่วนแถบทางภาคเหนือของหลาย ๆ ประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คําว่า “เมี้ยว” ถูกพบในเอกสารที่มีความเก่าแก่ที่สุดของประเทศจีน ในยุคสมัยของจักรพรรดิชุน โดยเรียกกันว่า “เมี้ยว-หมิน” (Miao-min) แปลว่า ประชาชนม้ง “ยู-เมี้ยว” (Yu-Miao) แปลว่า ชาวม้ง และ “ชาน-เมี้ยว” (San-Miao) แปลว่า ม้งหลายกลุ่ม โดยจะตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตอนกลางของที่ราบลุ่ม “แยงซี” โดยบรรพบุรุษของชาวม้งในยุคแรกจะอาศัยอยู่ในประเทศพม่าก่อนที่จะ เดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งชาวม้งบางส่วนก็อพยพมาจากบริเวณชายแดนของพม่าเข้าสู่อําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาก็กระจายตัวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อตั้งถิ่นฐานทั้งบ้านป่าคา บ้านปางขมุ บ้านแม่สาเก่า ตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2480 แต่เนื่องจากมีชาวจีนฮ่ออาศัยอยู่ด้วยและเกิดการปราบปรามยาเสพติด (ฝิ่น) อย่างหนักจากรัฐบาลจึงย้ายที่อยู่อาศัยใหม่มารวมตัวกัน ที่บ้านปางขมุ (บ้านแม่สาเก่า) ในปี พ.ศ. 2508 ชาวบ้านได้ย้ายลงมาอาศัยอยู่รวมกันตั้งขึ้นเป็นหมู่บ้านแม่สาใหม่ หมู่ที่6 จนมีประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อย จึงขอแยกเป็นหมู่บ้านแม่สาน้อย หมู่ที่10 อีกหนึ่งหมู่บ้าน

    ประชากร

    บ้านแม่สาใหม่ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์ม้ง โดยสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง รายงานจำนวนประชากรหมู่ที่ 6 บ้านแม่สาใหม่ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 1,079 คน โดยแยกเป็นประชากรชาย 567 คน ประชากรหญิง 512 คน จำนวนหลังคาเรือนทั้งสิ้น 184 หลังคาเรือน (ข้อมูลเดือนธันวาคม 2566)

    ทั้งนี้ ด้วยนโยบายบางประการเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ของภาครัฐ ส่งผลให้ชาวม้งแม่สาใหม่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับชาวไทยพื้นราบมากที่สุด หนึ่งในวิธีการ คือ บางตระกูลได้มีการเปลี่ยนแซ่สกุลมาใช้นามสกุลที่ตั้งขึ้นใหม่ ได้แก่ แซ่โซ้ง เปลี่ยนมาใช้ ทรงกิตติกุล ภูสิริพัฒนานนท์ ถนอมวรกุล แซ่ย่าง เปลี่ยนมาใช้ เลิศชัยสหกุล เฟื่องฟูกิจการ ย่างอนันต์กุล แซ่เฒ่า เปลี่ยนมาใช้ ถนอมรุ่งเรือง ถนอมจิตดี และแซ่หาง เปลี่ยนมาใช้ รัตนดิลกกุล หาญศิริลักษณ์ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมีชาวม้งบางส่วนในชุมชนที่ยังคงใช้แซ่สกุลดั้งเดิมอยู่

    การศึกษา

    ด้านการศึกษา

    จากการที่ชาวม้งบ้านแม่สาใหม่ต้องเผชิญกับความยากลําบากในอดีต จึงทำให้ไม่ค่อยมีฐานะและโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาเท่าใดนัก ส่งผลให้ในปัจจุบันชาวม้งที่เป็นผู้สูงอายุจึงไม่ได้รับการศึกษาที่สูงเหมือนเด็กรุ่นใหม่ แต่ภายหลังจากที่ได้มีการสร้างโรงเรียนขึ้นภายในหมู่บ้าน คือ โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 7 ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูกหลานเพิ่มมากขึ้น โดยที่ผู้ปกครองจะส่งลูกไปที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน จึงทำให้มีโอกาสในการประกอบอาชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าชาวม้งในอดีต

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านแม่สาน้อย
    หมู่ที่ 10 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านแม่สาน้อย
    ประวัติหมู่บ้าน

    ประวัติศาสตร์ชุมชน

    บ้านแม่สาน้อย เป็นชุมชนชาวม้งขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสูงตระหง่านในอำเภอแม่ริม คาดว่าก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ พ.ศ. 2516-2520 เป็นหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่อพยพมาจาก 3 พื้นที่ คือ บ้านละอูบ อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน บ้านวัดจันทร์ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเริ่มแรกเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณสันดอยบ้านแม่สาเก่า (ปางขมุ) ก่อน แต่เนื่องจากสันดอยบ้านแม่สาเก่ามีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรกรรม จึงย้ายมาอยู่ที่บ้านแม่สาน้อยแทน ประชากรชาวม้งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประกอบด้วย ม้งน้ำเงิน (ม้งลาย) และม้งขาว

    ม้ง (Hmong) เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ส่วนแถบทางภาคเหนือของหลาย ๆ ประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คําว่า “เมี้ยว” ถูกพบในเอกสารที่มีความเก่าแก่ที่สุดของประเทศจีน ในยุคสมัยของจักรพรรดิชุน โดยเรียกกันว่า “เมี้ยว-หมิน” (Miao-min) แปลว่า ประชาชนม้ง “ยู-เมี้ยว” (Yu-Miao) แปลว่า ชาวม้ง และ “ชาน-เมี้ยว” (San-Miao) แปลว่า ม้งหลายกลุ่ม โดยจะตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตอนกลางของที่ราบลุ่ม “แยงซี” โดยบรรพบุรุษของชาวม้งในยุคแรกจะอาศัยอยู่ในประเทศพม่าก่อนที่จะ เดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งชาวม้งบางส่วนก็อพยพมาจากบริเวณชายแดนของพม่าเข้าสู่อําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาก็กระจายตัวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อตั้งถิ่นฐานทั้งบ้านป่าคา บ้านปางขมุ บ้านแม่สาเก่า ตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2580 แต่เนื่องจากมีชาวจีนฮ่ออาศัยอยู่ด้วยและเกิดการปราบปรามยาเสพติด (ฝิ่น) อย่างหนักจากรัฐบาลจึงย้ายที่อยู่อาศัยใหม่มารวมตัวกัน ที่บ้านปางขมุ (บ้านแม่สาเก่า) ในปี พ.ศ. 2508 ชาวบ้านได้ย้ายลงมาอาศัยอยู่รวมกันตั้งขึ้นเป็นหมู่บ้านแม่สาใหม่ หมู่ที่6 จนมีประชากรเพิ่มมากขึ้นเรื่อย จึงขอแยกจากหมู่ที่ 6 ตั้งเป็นหมู่บ้านแม่สาน้อย หมู่ที่10 ตำบลโป่งแยง อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่7 พฤศจิกายน 2547 และได้แต่งตั้ง นายวิชัย ภูสิริพัฒนานนท์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน

    ประชากร

    สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง รายงานจำนวนประชากรหมู่ที่ 10 บ้านแม่สาน้อย ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 1,039 คน โดยแยกเป็นประชากรชาย 537 คน ประชากรหญิง 502 คน จำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 186 ครัวเรือน (ข้อมูลเดือนธันวาคม 2566) ประชากรในชุมชน คือ ชาวม้ง ที่มีทั้งม้งน้ำเงินและม้งขาวอาศัยอยู่ร่วมกัน

    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านปางแหว
    หมู่ที่ 3 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านปางแหว
    ประวัติหมู่บ้าน

    ประวัติหมู่บ้าน

    บ้านปางแหว ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนไทยพื้นเมือง นับถือศาสนาพุทธ ก่อตั้งหมู่บ้านนับเป็นเวลานาน มีประวัติความเป็นมาที่ได้รับการบอกเล่ามาจากปู่ย่าตายายถึงที่มาของชื่อหมู่บ้านปางแหว ว่าในอดีตพื้นที่นี้เป็นเส้นทางผ่านในการขนส่งสินค้าเพื่อแลกเปลี่ยน หรือค้าขาย และมักนิยมใช้สัตว์เพื่อบรรทุกสินค้า เช่น วัว ช้าง ม้า ส่งสินค้าจากพม่า แม่ฮ่องสอน ผ่านอำเภอสะเมิงมาพักแรม การเดินทางจึงต้องหยุดพักเป็นระยะ และผู้เดินทางมักจะหยุดพักในเขตหมู่บ้านนี้เนื่องด้วยมีต้นไม้ และป่าไม้ริมทางหนาแน่น มีความร่มรื่นและในพื้นที่นี้มีต้นไม่ใหญ่ที่ขึ้นอยู่จำนวนมากได้แก่ ไม้แหว (ชื่อทางการคือไม้ตะเคียนหนู) เนื่องด้วยเป็นพื้นที่ ที่เหมาะแก่การพักของ ผู้สัญจรจึงได้มีการทำปาง (ที่พักเพื่อค้างคืน) ไว้เป็นที่พัก จึงเรียกชื่อจุดพักนี้ว่า “ปางแหว” และต่อมามีการตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านจึงเรียกว่าบ้านปางแหว

    สภาพของหมู่บ้านทั่วไป พื้นที่อยู่อาศัยส่วนมากเป็นภูเขา มีป่าไม้ขึ้นหนาแน่นเหมาะสำหรับทำการเพาะปลูกและหาของป่า มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ น้ำท่าอุดมสมบูรณ์

    ด้านการปกครอง เดิมทีบ้านปางแหวมีพื้นที่กว้างครอบคลุมบ้านแม่แรม และบ้านปางป่าคา มีนายเสาร์ ภูผึ้ง เป็นผู้ใหญ่บ้าน ต่อมาแต่ละบ้านมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่หมู่บ้านกว้าง แต่ละหย่อมบ้านอยู่ห่างกัน จึงได้แยกหมู่บ้านเป็นบ้านแม่แรม หมู่ที่ 6 และบ้านปางป่าคา หมู่ที่ 8 ออกไปเพื่อความสะดวกในการดูแล ปกครอง จวบจนปัจจุบัน

    ประชากร

    ข้อมูลด้านประชากร

    ประชากรรวมทั้งสิ้น 736 คน

    แยกเป็นชาย 389 คน หญิง 347 คน

    จำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 124 ครัวเรือน

    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านขุนช่างเคี่ยน
    หมู่ที่ 4 ตำบลช้างเผือก อำเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านขุนช่างเคี่ยน
    ประวัติหมู่บ้าน

    ขุนช่างเคี่ยน มาจากคำว่า "ขุน" ที่แปลว่า ขุนน้ำลําธาร และช่างเคี่ยน ที่แปลว่า ช่างไม้ ในอดีตคนเมืองในหมู่บ้านช่างเคี่ยนจะให้ช้างมาขนไม้บนหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน จึงทําให้เกิดคําว่า "ขุนช่างเคี่ยน" มีความหมายว่า ช้างที่มาขนไม้ให้กับช่างไม้ในหมู่บ้านช่างเคี่ยน หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน เป็นหมู่บ้านที่กลุ่มชาติพันธุ์ม้งอาศัยอยู่ แต่ก่อนจะมี 2 ตระกูลหลักๆคือตระกูลแซ่ลีกับตระกูลแซ่ย่าง (ยั่งยืนกุล) ความเป็นมาเล่าขานยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยคนกลุ่มแรกที่เข้ามาสร้างที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนเป็นชาวม้งที่อพยพย้ายมาจากหมู่บ้านดอยปุย ตำบลบ้านปง (ปัจจุบันคือตำบลสุเทพ)  โดยมีนายสายหลือหรือไซหลู่ แซ่ลี กับ นายจู้ยี่หรือจู้หยี่ แซ่ลี เป็นผู้นำในการก่อตั้ง มีบ้านเรือนประมาณ 30 หลังคาเรือน อยู่เป็น 2 โซน โดยโซนที่ 1 มีนายสายหลือหรือไซหลู่ แซ่ลี เป็นผู้นำ โซนที่ 2 มีนายจู้ยี่หรือจู้หยี่ แซ่ลี เป็นผู้นำ มาอาศัยบริเวณโดยรอบของหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนเพื่อทำการเกษตรกรรมได้แก่ข้าวโพด ข้าว ท้อ เป็นต้น  ในปี พ.ศ. 2505 นายจู๋ยี(จู้หยี่) แซ่ลี และนายสายหลือ (ไซหลู่) แซ่ลี มีความเห็นตรงกันว่าจะรวมพลญาติพี่น้องที่ทำการเกษตรบริเวณหมู่บ้านมาอยู่รวมกันเพื่อให้เกิดความมั่นคง และสามารถช่วยเหลือกันได้ในยามมีเหตุฉุกเฉิน หรือเวลาที่มีพิธีกรรมต่าง ๆ จึงได้มีการเรียกประชุมกับหัวหน้าครอบครัวของกลุ่มคนที่ทำการเกษตรบริเวณรอบหมู่บ้าน ให้อพยพกันมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แต่ยังไปทำสวนอยู่ที่เดิมเพราะหมู่บ้านกับสวนระยะทางไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก แรกเริ่มมีชาวบ้านรวมตัวกันประมาณ 25 หลังคาเรือน ซึ่งก็ยังไม่สามารถตั้งเป็นหมู่บ้านของตัวเองได้ ต่อมาญาติพี่น้องชาวม้งดอยปุยที่นับถือผีบรรพบุรุษตนเดียวกัน ค่อย ๆ ทยอยย้ายมาอยู่บริเวณขุนช่างเคี่ยน ซึ่งในขณะนั้นหมู่บ้านดอยปุยจะมีทั้งม้งเขียวและม้งขาวอยู่รวมกัน แต่พอนายยี ที่เป็นม้งขาว ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านที่หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน จึงทำให้ม้งขาวในหมู่บ้านดอยปุยแยกตัวออกมาจากหมู่บ้านดอยปุยเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา อีกประมาณ 2-3 ปี นับจากที่เริ่มอพยพมา มีชาวบ้านต่างหมู่บ้านอื่นได้ข่าวคราวว่าหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนทำการเกษตรได้ผลเจริญงอกงาม และอยู่ใกล้กับตัวเมืองในอีกไม่นานคงจะเจริญมากกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ จึงทำให้มีญาติพี่น้องชาวม้งจากถิ่นอื่นเคลื่อนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ปี พ.ศ. 2514-2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ราชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมหมู่บ้านปีละครั้งและทรงพระราชทานพันธุ์พืชและสัตว์เลี้ยงให้กับชาวบ้านได้นำไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ ทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกลิ้นจี่แทนการปลูกข้าวโพดและท้อ

    แต่ก่อนทางการได้ให้หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนอยู่รวมกับหมู่บ้านช่างเคี่ยน หมู่ที่ 1 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้สามารถก่อตั้งเป็นหมู่บ้านได้ ในปี พ.ศ.2522 นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้แยกหมู่บ้านจากบ้านช่างเคี่ยน หมู่ที่ 1 เป็นบ้านขุนช่างเคี่ยน หมู่ที่ 6 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายยี่หรือจู้หยี่ แซ่ลี เป็นผู้ใหญ่บ้าน นายจุมพล ยั่งยืนกุล (แซ่ย่าง) เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ก่อนที่จะหมดวาระลงในปี พ.ศ. 2524 และนายจุมพลก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 และดำรงตำแหน่งถึงปี 2559 ภายหลังจึงเปลี่ยนจากหมู่ที่ 6 เป็นหมู่ที่ 4 ตำบลช้างเผือกมาจนปัจจุบัน

    ประชากร

    ประชากร ระบบเครือญาติ และชาติพันธุ์

    รายงานสถิติจำนวนประชากรองค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก รายงานจำนวนประชากรหมู่ที่ 4 บ้านขุนช่างเคี่ยนจำนวน 162 ครัวเรือน 1,149 คน แบ่งเป็นประชากรชาย 567 คน และประชากรหญิง 582 คน โดยประชากรในชุมชนคือกลุ่มชาติม้งที่อพยพมาจากหมู่บ้านม้งดอยปุย

    กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในชุมชน:ม้ง

    โครงสร้างทางสังคม: องค์กรชุมชนและกลุ่มอาชีพ

    ในอดีตชาวม้งบ้านช่างเคี่ยนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร มีฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ แต่ในปัจจุบันนี้จะปลูกไม้ยืนต้นเป็นส่วนใหญ่ พืชหลักของคนในหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน อาทิ ลิ้นจี่ นางพญาเสือโคร่ง กาแฟ สตอเบอรี่ เป็นต้น

    ปี พ.ศ. 2516 สถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยนได้ขึ้นมาทำการวิจัยทดลองปลูกพืชเมืองหนาวในหมู่บ้าน จึงได้นําต้นกาแฟมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านนําไปปลูกรวมกับลิ้นจี่ ต่อมาคนในหมู่บ้านเริ่มมีการพัฒนาการทำเกษตรมากยิ่งขึ้น เริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่ไร่นามาปลูกหัวไชเท้าและปลูกผักเพิ่มมากขึ้น

    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านแม่เหียะใน
    หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
    บ้านแม่เหียะใน
    ประวัติหมู่บ้าน

    ประวัติศาสตร์ชุมชน

    บ้านแม่เหียะในเป็นหย่อมบ้านที่ขึ้นอยู่กับบ้านป่าจี้ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ความหมายของคำว่า “เหียะ” ตามคำอ้างในเอกสารตำนาน ปู่แสะย่าแสะที่กำนัน สุวรรณ สิงห์โทราช ได้บันทึกไว้เมื่อปี 2486 กล่าวว่า “ณ พื้นที่ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำตั้งอยู่ในหุบเขา นั้นมีตัวเหี้ยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก สายน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่แห่งนี้จึงเรียกว่า แม่เหี้ย ต่อมาจึงกร่อนคำลงไปเรียกว่า แม่เหียะ อย่างไรก็ตามชาวบ้านแม่เหียะในได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า “แม่เหียะ” ไม่น่าจะมาจากชื่อเรียกตัวเหี้ยซึ่งเป็นคำไทยภาคกลาง เนื่องจากคำเมืองของชาวเชียงใหม่และล้านนาไทยเรียกตัวเหี้ยว่า “ตัวแลน” แม่เหียะจึงน่าจะมีที่มาจากชื่อของสายน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ซึ่งมีไม้เฮี๊ยะ ไม้เฮียะ หรือไม้เหียะ ซึ่งเป็นไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่เคยมีอยู่ในพื้นที่มากกว่าที่มาของคำว่า แม่เหี้ย จึงยังหาข้อสรุป ไม่ได้และยังคงเป็นที่ถกเถียงกนมาถึงปัจจุบัน อาณาบริเวณที่ตั้งตามเขตการปกครอง เรียกว่า ตำบลแม่เหียะ ส่วนหมู่บ้านที่ตั้งอยูกลางป่า เรียกว่า บ้านแม่่เหียะใน กระนั้นสายน้ำแม่เหียะยังไหล หล่อเลี้ยงชาวบ้านลงสู่น้ำแม่ปิงจวบจนทุกวันนี้ (ประเวศ สายกัป ไม่ปรากฏปี ที่พิมพ์) หลักฐานที่ ยืนยันวาเคยมีการตั้งถิ่นฐานของชาวลัวะมาก่อน คือ ซากเจดีย์และกาแพงอิฐบริเวณที่ตั้งวิหารของ วัดสวนพริกในปัจจุบัน จึงชี้ให้เห็นได้ว่าพื้นที่แห่งนี้เคยมีการเคลื่อนย้ายของผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เมื่อนานมาแล้วอย่างน้อยนับเป็นร้อยปีขึ้นไป

    การเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานของประชากรบ้านแม่เหียะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อบรรพบุรุษของบ้านแม่เหียะใน ได้แก่ ชาวขมุและชาวลัวะ ได้เข้ามาบุกเบิกพื้นที่ป่าใน หมู่บ้านแม่เหียะ และได้ตั้งรกรากอยูท่ามกลางหุบเขาของดอยสุเทพ จนกระทังได้รับการประกาศ ่ เป็นเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุยในปี พ.ศ. 2524 (ศรีรัตน์โตเทียน, 2554) “ลัวะ” หรือ ”ละว้า” นักมานุษยวิทยาได้จัดชาวลัวะอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาเดียวกบซาวิ่น ชาวขมุ และบราบรี 40 (ผีตองเหลือง) เป็นชนชาติที่มีพื้นเพเดิมอยู่ในทางตอนกลางแหลมอินโดจีน และได้อพยพขึ้นไป ทางเหนือโดยยึดลำน้ำแม่ปิงเป็นแนวเส้นการเดินทาง ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานที่เวียงหนองล่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และบริเวณเชิงดอยสุเทพในตำบลแม่เหียะและตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในปัจจุบัน (ลัวะ, 2553) การเข้ามาจับจองพื้นที่ในช่วงแรกมีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่ อาศัยและทำมาหากิน โดยครอบครัวแรกที่เข้ามาจับจองพื้นที่ ได้แก่ ครอบครัว (ลุงปัน) (แสวง โตเทียน) ซึ่งลุงปันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการหมู่บ้านแม่เหียะในขณะนั้น อุ้ยปัน (นางคำปัน บุญแก้ว, 2554) กล่าววา ่ “เมื่อครั้งที่พ่อของตนได้เข้ามาจับจองพื้นที่นั้น ได้มีชาวขมุเข้า มาบุกเบิกพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งมีบ้านอยู่ประมาณ ่ 5 หลังคาเรือน และชาวลัวะคนแรกที่มาอาศัยอยู่คือ ครอบครัวของลุงปันนั่นเอง โดยการบุกเบิกพื้นที่ในสมัยก่อนเป็นการบุกเบิกพื้นแถบบริเวณคลองชลประทาน ที่ยังมีสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์ มีแต่ต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก บางช่วงเป็นพื้นที่ทางการเกษตรและสภาพถนนยังเป็นลูกรัง การเดินทางออกไปนอกหมู่บ้านต้องปั่นจักรยานเป็น ระยะทาง 5 -6 กิโลเมตร การดำรงชีพในช่วงแรกของการเข้ามาจับจองพื้นที่ของลุงปันเป็นการเก็บหาของป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด ส่วนข้าวสารต้องออกเดินทางไปซื้อบริเวณบ้านป่าจี้ เนื่องจากยังไม่มีที่นาในการปลูกข้าวกินเอง” อย่างไรก็ตาม กลุ่มประชากรที่ศึกษาส่วนมากจึงเป็นคนลัวะซึ่งเป็นคนพื้นถิ่น รองลงมา ได้แก่ คนพื้นเมืองที่อพยพเข้ามาใหม่ และมีเพียงบางส่วนที่อพยพมาจากภูมิภาคอื่น เช่น ภาคเหนือ ตอนล่าง ภาคกลาง และภาคอีสาน จึงอาจกล่าวได้ว่า จากจำนวนประชากรทั้งหมด ร้อยละ 95 เป็นคนลัวะ ที่เหลืออีกร้อยละ 5 เป็นคนไทยพื้นเมือง หมู่บ้านแม่เหียะในมีการตั้งชุมชนมานานกวา ่ 70 ปี จนกระทั่งในช่วงปี พ.ศ. 2545 เริ่มมีความเจริญเข้ามาในชุมชน ที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ถนนใน หมู่บ้านแม่เหียะในที่เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2546 มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าในการให้แสงสว่าง ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 โดยครั้งนั้นมีผู้ได้รับการติดตั้งราว 40 หลังคาเรือน ในขณะที่ ระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพิ่งมีการติดตั้งแล้วเสร็จไปเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งถือได้ว่าหมู ่ ่บ้านแม่เหียะในไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากหมู่บ้าน แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากระบบสายส่งไฟฟ้าของเทศบาลนครเชียงใหม่เพียง 1 กิโลเมตร และดำเนินการ เพื่อขอไฟฟ้ามากว่า 30 ปี ในส่วนของโทรศัพท์สาธารณะ มีเพียง 1 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในวัดสวนพริก ดำเนินติดตั้งการโดยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2548 และวิทยุกระจายเสียง ประจำชุมชนหรือเสียงตามสาย มีการติดตั้งเมื่อราวต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554

    ประชากร

    ในการสำรวจภาคสนามเบื้องต้นช่วงกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553 พบว่า มีจำนวน หลังคาเรือนทั้งสิ้น 105 หลังคาเรือน มีประชากรชาย 101 คน หญิง 111 คน รวมเป็น 212 คน แต่ จากการทำการเก็บข้อมูลระดับครัวเรือนของผู้ที่อยู่อาศัยจริงระหว่างช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม พ.ศ. 2554 พบวา มีชาวบ้านที่อยู่อาศัยจริงจำนวน 97 ครอบครัว แบ่งเป็นชาย 100 คน หญิง 107 คน รวม 207 คน ส่วนจำนวนบ้านที่สำรวจพบมีบ้านมากกว่า 120 หลังคาเรือน และยังพบว่ามีการสร้างบ้านเรือนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดเวลา จึงพอจะเห็นภาพได้ว่าในอนาคตอัน ใกล้จะมีการขยายครอบครัวและการย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนมากขึ้น จำนวนอายุของประชากร ส่วนใหญ่ในหมู่บ้านแม่เหียะในอยูในช่วง 30 – 50 ปี

    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินโครงการซีพีอาสาปลูกแทนคุณ บ้านสบขุ่น
    ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน
    โครงการซีพีอาสาปลูกแทนคุณ บ้านสบขุ่น
    ประวัติหมู่บ้าน

    บ้านสบขุ่น ตั้งอยู่ในตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เป็นหมู่บ้านบนภูเขาที่โดดเด่นเรื่องการฟื้นฟูป่าจากการทำไร่ข้าวโพด (เขาหัวโล้น) สู่การปลูกกาแฟใต้ผืนป่า หรือ "กาแฟสร้างป่า" ที่มีคุณภาพสูง เป็นชุมชนต้นแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตร ยั่งยืน และมีชื่อเสียงด้านกาแฟ

    ประชากร

    ..

    การศึกษา

    ..

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
  • การใช้ประโยชน์พื้นที่การศึกษาที่ดินบ้านใหม่พัฒนา
    ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
    บ้านใหม่พัฒนา
    ประวัติหมู่บ้าน

    -

    ประชากร

    -

    การศึกษา

    -

    -
    พื้นที่อื่นๆ
    -
    พื้นที่ป่า
    - ป่าอนุรักษ์ - ป่าดิบชื้น - ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ - ป่าเต็งรัง
    -
    พื้นที่อยู่อาศัย และพานิชยกรรม
    -
    พื้นที่เกษตรกรรม
    - สวนผลไม้ - พืชระยะสั้น - กาแฟปลูกผสมผสาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวใหม่ประชาสัมพันธ์
กิจกรรม "รวมพลังหยุดยั้งไฟป่า"
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และหัวหน้าโครงการวิจัยแผนงานการบริหารจัดการไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนากลไกการจ่าย ค่าตอบแทนระบบนิเวศ (PES) เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าและฝุ่นละออง PM2.5 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยมูลนิธิรักษ์ไทยและโครงการวิจัยย่อยภายใต้แผนงาน ได้จัดกิจกรรม "รวมพลังหยุดยั้งไฟป่า" จากผลงานการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยผู้แทนชุมชนในพื้นที่ศึกษาโครงการวิจัย 10 ชุมชน, นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายธงชัย นาราษฎร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย พร้อมด้วยคณาจารย์ คณะนักวิจัย และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ตลอดกิจกรรมเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานของการวิจัยในโครงการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทบทวนบทเรียนจากการปฏิบัติงานที่ผ่านมา โดยใช้เครื่องมือการ Work shop แลกเปลี่ยนรวบรวมประเด็นไฟป่าที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่และระหว่างรอยต่อพื้นที่ชุมชน นำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแสวงหาแนวทางการจัดการไฟป่าอย่างมีส่วนร่วม สามารถนำไปปฏิบัติงานได้ในพื้นที่จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ห้องฝ้ายคำ ชั้น 1 สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (UNISERV)