แชร์เรื่องนี้
อ.เจษฎ์ ชี้ ชี้ "ฟ้าผ่าทั้งที่ฝนไม่ตก" พบได้ยาก
เมื่อ 18/02/2568, 11:57 น.
อ.เจษฎ์ นักวิชาการ ชี้ "ฟ้าผ่าทั้งที่ฝนไม่ตก" พบได้ยาก เรียกว่า "ฟ้าผ่าแบบบวก positive lightning" อันตรายกว่าที่คิด แนะปฏิบัติตามกฎ 30/30 เพื่อความปลอดภัย
วันที่ 12 ก.พ.67 กลายเป็นที่สงสัยของใครหลายคน หลังจากมีข่าวว่า คนงาน 3 คน ถูกฟ้าผ่าได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่ไม่มีฝนตก ขณะนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์ได้รับเสียหาย สตาร์ตไม่ติดอีก 2 คัน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฟซบุ๊กเพจ "อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์" ของ ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายไว้ว่า "ฝนไม่ตก แล้วฟ้าผ่าได้อย่างไร" นึกว่าต้องมีฝนตกเท่านั้น ถึงจะมีฟ้าผ่าได้ หรือว่าเป็นเพราะกำลังเล่นมือถืออยู่หรือเปล่า ถึงได้ล่อฟ้ามา
ซึ่งคำตอบคือ มันเกิดขึ้นได้ ที่จะมีฟ้าผ่าทั้งที่ฝนไม่ตก แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่พบได้ยากหน่อย เรียกว่า "ฟ้าผ่าแบบบวก positive lightning"
จากข้อมูลเบื้องต้น ตามข่าวที่ปรากฏ ก็น่าจะเกิดฟ้าผ่าลงมาที่ต้นขนุน ซึ่งเป็นจุดที่สูงและโดดเด่น มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นตำแหน่งที่ถูกฟ้าผ่า และกระแสไฟก็กระโดดจากต้นไม้ เข้าสู่ทั้ง 3 คน ซึ่งโชคดีที่ได้รับบาดเจ็บ ยังไม่รุนแรงถึงขนาดเสียชีวิต โดยที่โทรศัพท์มือถือนั้น ไม่ใช่ตัวล่อฟ้าอย่างที่บางคนเข้าใจผิด แล้วเกิดฟ้าผ่าได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีรายงานว่ามีฝนตก สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ บังเอิญเกิดฟ้าผ่าจากยอดเมฆที่อยู่ห่างจากบริเวณนั้น หรือที่เรียกว่า "ฟ้าผ่าแบบบวก"
ซึ่ง ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิชาการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ได้เคยอธิบายเรื่อง "ฟ้าผ่าแบบบวก positive lightning" ไว้ว่า นอกจากฟ้าผ่าจากก้อนเมฆลงสู่พื้นจะเป็นอันตรายต่อคนมากที่สุดแล้ว ฟ้าผ่าจากยอดเมฆลงสู่พื้น ยังถือเป็นภัยจากฟ้าผ่าอีกรูปแบบหนึ่งที่มีอันตรายต่อคนได้ แต่ประชาชนกลับยังไม่ค่อยรู้จักนัก ฟ้าผ่าจากยอดเมฆลงสู่พื้นนั้น เป็นการปลดปล่อยประจุบวก (positive charge) ออกจากก้อนเมฆ (ฟ้าผ่าแบบบวก) สามารถผ่าได้ไกลออกไปจากก้อนเมฆถึง 30 กิโลเมตร คือ แม้ท้องฟ้าเหนือศีรษะจะดูปลอดโปร่ง แต่ก็อาจจะถูกฟ้าผ่า (แบบบวก) ได้ หากมีเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่ห่างไกลออกไปราว 30 กิโลเมตร โดยฟ้าผ่าแบบบวกมักจะเกิดในช่วงท้ายของพายุฝนฟ้าคะนอง คือหลังจากฝนที่กระหน่ำเริ่มซาลงแล้ว