ความเป็นมาชุมชน
ชุมชนบ้านเก๊าเดื่อ ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำแม่ตาช้างตอนกลาง อยู่ระหว่างหุบเขาสองด้าน คือด้านตะวันออกเทือกเขาอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย และด้านตะวันตกเทือกเขาอุทยานแห่งชาติออบขาน มีสายน้ำแม่ตาช้างไหลผ่านหมู่บ้านทำให้แบ่งหมู่บ้านออกเป็นสองฝั่งน้ำหรือสองฝั่งถนนสายหางดง-สะเมิง บ้านเรือนตั้งอยู่ที่ราบหุบเขา บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นรูปแบบใหม่ที่ได้รับวัฒนธรรมจากชาวตะวันตกเป็นบ้านชั้นเดียว ก่อสร้างด้วยปูนมุงหลังคาด้วยกระเบื้องลอน บ้านเรือนทรงไทยล้านนาโบราณมีส่วนน้อยมากหาได้ยากนอกจากเป็นบ้านเรือนเก่า ชุมชนบ้านเก๊าเดื่อตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้นานมากกว่า 250 ปีสันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของบ้านเก๊าเดื่อเป็นชนเผ่า “ลัวะ” ซึ่งเป็นประชาชนพื้นเมืองดั้งเดิมส่วนใหญ่ของเชียงใหม่ “บ้านเก๊าเดื่อ” มีที่มาจาก “ต้นมะเดื่อหลวง” ที่มีขนาดลำต้นสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ในทุ่งนา ผู้คนเดินทางผ่านไปมาพบเห็นต้นมะเดื่อหลวงเด่นชัดกว่าสิ่งอื่นใดในบริเวณนั้น ชาวบ้านจึงพากันเรียกชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านเก๊าเดื่อ” ต่อมาในปี พ.ศ.2545 ได้มีการขอแยกหมู่บ้านเพิ่มขึ้นเพื่อความทั่วถึงของการกระจายงบประมาณ และหมู่บ้านเองมีขนาดใหญ่ ยากในการปกครองและพัฒนาให้ทั่วถึงเจริญเท่าเทียมกัน แยกออกมาตั้งเป็นหมู่ที่ 10 บ้านใหม่สันคะยอม ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ โดยแบ่งออกมา 3 หย่อมบ้าน คือ 1.หย่อมเด่นกระต่าย 2.หย่อมสันคะยอม 3.หย่อมโฮ่งป่าหมาก โดยมี นางอมรศรี มั่งมูลมา เป็น ผู้ใหญ่บ้านคนแรกและ ปัจจุบันมี นายวิทวัส ก๋องคำ เป็นผู้ใหญ่บ้าน
ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศเหนือ ติดกับ บ้านผานกกก ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
ทิศตะวันออกติดกับ บ้านดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ทิศใต้ติดกับ บ้านเก๊าเดื่อ ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่
ทิศตะวันตกติดกับ บ้านแม่ฮะ บ้านใหม่ห้วยลึก และบ้านปางยาง ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่
พิกัด GPS X : 18.45005
Y : 98.53230
สภาพสังคม
เป็นสังคมกึ่งเกษตร เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรมีจำกัด และผสมกับข้างๆชุมชนโดนเฉพาะทางด้านทิศใต้จะมี โรงแรม รีสอร์ท หลายแห่งจึงเป็นแหล่งจ้างงานให้กับคนในชุมชน คนวัยหนุ่มสาว วัยแรงงานจะไปทำงานในเมือง ในโรงแรม รีสอร์ท ทำให้ในหมู่บ้านเหลือผู้สูงอายุ หรือผู้คนที่ประกอบอาชีพค้าขาย แต่ยังมีความเป็นพี่น้องกัน ในชุมชนไม่มี วัดแต่จะไปวัดที่บ้านเก๊าเดื่อ (บ้านเดิมที่แยกออกมา) ยังมีความเกี่ยวพันธ์ ไม่มีโรงเรียนสถานศึกษา โรงเรียนที่ใกล้ที่สุดคือโรงเรียนบ้านปง เด็กบางส่วนไปเรียนที่โรงเรียนบ้านปง บางส่วนเข้าไปเรียนในอำเภอหางดง บางส่วนเข้าไปเรียนในตัวเมืองเชียงใหม่
ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศ ร้อยละ 80 เป็นภูเขาสูง และอีก ร้อยละ 20 เป็นที่ราบเชิงเขา ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน
ทรัพยากรดิน
โดยทั่วไปมีทั้งดินร่วน ดินเหนียว ดินร่วนปนทราย และดินดำเป็นบางส่วนดิน เป็นดินที่เหมาะแก่การทำการเกษตรได้หลากหลายชนิดพันธ์พืชและมีอยู่ทั่วทั้งหมู่บ้าน
แหล่งน้ำธรรมชาติ
ในเขตปกครองของบ้านใหม่สันคะยอม มีตาน้ำ น้ำซึม น้ำซับ อยู่หลายแห่ง ไหลรวมกันตามลำห้วยสาขาก่อนไหลลงน้ำแม่นาไทร จึงถือได้ว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งต้นน้ำของน้ำแม่นาไทร รวมถึงมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กอีกหลายที่ รวมถึงแหล่งน้ำจากเหมืองแร่เก่า
ทรัพยากรป่าไม้
บ้านใหม่สันคะยอมมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญและมีอยู่มากพอสมควรทั้ง ดิน น้ำ ต้นไม้ สัตว์ป่า โดยสามารถจำแนกได้ดังนี้ ต้นไม้ ในพื้นที่มีต้นไม้หลากหลายชนิดทั้งไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ไม้หวงห้าม ไม้ผลกินได้ ไม้หายาก พืช สมุนไพร รวมถึงไม้ใช้สอยอีกหลากหลายชนิด สัตว์ป่า ในป่ายังคงมีสัตว์ป่าหลากหลายชนิดพันธ์ ที่อาศัยผืนป่าเป็นที่อยู่อาศัย เช่น หมูป่า กวาง อีเห็น งู นกยูง นกเป้า นกแล ปลากั้ง ปลามอญ ปลาปรุง ปูจ่า อีฮวกปุ่ม ฯลฯ
ความพิเศษของชุมชนของชุมชนบ้านใหม่สันคะยอม ได้แก่
มีจำนวน 112 ครัวเรือนจำนวนประชากรทั้งหมด 369 คน
ผู้ชาย 182 คน ผู้หญิง 187 คน
ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมือง
-
ภายในหมู่บ้านมีการประกอบอาชีพที่หลากหลายแต่ที่สำคัญได้แก่อาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตรทั้งการปลูกพืชผัก ไม้ผลเช่น อาโวคาโด้ (พันธ์ปีเตอร์สัน,บัคคาเนีย,บูธ7,พิงค์เคอร์ตัน,แฮส ฯลฯ)ลิ้นจี่ (พันธ์ฮวงฮวย,ตะเภาแก้ว) ทุเรียน (หมอนทอง,ชะนี)และการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่หมู ซึ้งมีการเลี้ยงมากที่สุดในพื้นที่ตำบลบ้านปง และมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 30 ไร่ และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ต้องการพัฒนาอีกหลายแห่งซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากหากมาพิจารณาสัดส่วนรายได้และอาหารจากแหล่งต่างๆที่เกี่ยวกับการดำรงชีพ
ข้อมูลจาก จปฐ ปี พ.ศ.2566 บอกว่าบ้านใหม่สันคะยอมมี่รายได้ต่อหัวต่อปี ที่ 114,270.40 บาท และรายได้ครัวเรือนอยู่ที่ 340,090.48 บาทต่อครอบครัวต่อปี