หน้าแรก ชุมชนผู้รักษาระบบนิเวศ
ติดต่อเรา
แชร์เรื่องนี้
บ้านดอยปุย
หมู่ที่ 11 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
สถานการณ์อุดหนุนกิจกรรม การอนุรักษ์ของชุมชน
สะสมทั้งหมด จำนวนเงิน 1 บาท
  • ปี 2568 จำนวนเงิน 1 บาท
  • ปี 2568 จำนวนเงิน 0 บาท
  • ประวัติชุมชน

    ประวัติความเป็นมาของชุมชน

    ยังไม่มีผู้ใดสามารถสรุปได้ว่าชนชาติพันธ์เผ่าม้งมาจากที่ไหนแต่สันนิษฐานกันว่าชนเผ่าม้งอาจจะอพยพมาจากที่ราบสูงธิเบตหรือไซบีเรียหรือมองโกเลียเข้าสู่ประเทศจีน และตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำฮวงโห) เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งกลุ่มชนเผ่าม้งจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในมณฑลไกวเจา ฮุนหนำ กวางสี และมณฑลยูนาน กลุ่มชนเผ่าม้งอาศัย อยู่ใน ประเทศจีนมาหลายศตวรรษ จนกระทั่งประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 ราชวงศ์แมนจู(เหม็ง) มีอำนาจในการ ปกครอง ประเทศจีน กษัตริย์จีนในราชวงศ์แมนจู (เหม็ง) ได้เปลี่ยนนโยบายที่อยู่ร่วมกัน อย่างสันติ มาเป็นการปราบปรามเพราะเห็นว่า กลุ่มชนเผ่าม้งที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่แล้วมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนรัสเซีย ทำให้คนจีนคิดว่าชนเผ่าม้งเป็นคนรัสเซีย จึงเป็นเหตุให้มีการปราบปรามกลุ่มชนเผ่าม้งเกิดขึ้น เพื่อให้กลุ่มชนเผ่าม้ง ยอมจำนนและยอมรับวัฒนธรรมของจีน และอีกประการหนึ่งยัง เห็นว่า กลุ่มชนเผ่าม้งเป็นพวกอนารยชนแห่งขุนเขา (คนป่าเถื่อน) จึงได้มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง ในหลายเมืองในประเทศจีน เช่น ในเมืองพังหยุนในปี พ.ศ.2009 และการต่อสู้ในมณฑลไกวเจาในระหว่าง พ.ศ. 2276-2278 และการต่อสู้ในมณฑลเสฉวน ในระหว่าง พ.ศ. 2306–2318 ในที่สุดกลุ่มชนเผ่าม้งประสบกับความพ่ายแพ้ สูญเสียกำลังพลรบ และประชากรเป็นจำนวนมาก ในที่สุดกลุ่มชนเผ่าม้งเริ่มอพยพถอยร่นสู่ทางใต้และกระจายเป็นกลุ่มย่อยๆบางกลุ่ม ได้อพยพ กลับขึ้นไปอยู่บนที่สูงป่าเขา ในแคว้นสิบสองสิบสองปันนา และบางกลุ่มได้อพยพไปทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของราชอาณาจักรลาวบริเวณทุ่งไหหินและเดียนเบียนฟู โดยมีหัวหน้าชนเผ่าม้งคนหนึ่ง คือ นายพลวังปอ ได้รวบรวมกลุ่มชนเผ่าม้งที่กระจายอยู่ในดินแดน ต่างๆ และอพยพเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2400 เป็นต้นมาปัจจุบันชนเผ่าม้งส่วนใหญ่ในประเทศไทย ตั้งถิ่น ฐานอยู่ตามภูเขาสูงหรือที่ราบเชิงเขาในเขตพื้นที่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำปาง พิษณุโลก กำแพงเพชร เลย เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก มีจำนวนประชากรทั้งสิ้นประมาณ 151,080 คน จากข้อมูลทำเนียบชุมชน บนที่สูง 28 จังหวัดในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2545 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์การตั้งถิ่นฐานของ ชนเผ่าม้งบนดอยปุย

    เดิมหมู่บ้านชนเผ่าม้งบนดอยปุยเป็นพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย เป็น ป่าดงดิบมีความหลากหลายทางด้านระบบนิเวศวิทยา เช่น มีสัตว์ป่า แมลง และพืชพันธ์นานาชนิดพร้อมทั้งมีพืชสมุนไพร เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2489 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านไปหนึ่งปี มีชนเผ่าม้งได้อพยพเข้ามาอยู่ก่อน เรียกชื่อหมู่บ้านว่า “หมู่บ้านปานขมุก” ต่อมาในปี พ.ศ. 2494 ได้มีกลุ่มชนเผ่าม้ง จำนวน 3 ครอบครัว คือ นายชงหลื่อ แซ่ว่าง  นายไซหลื่อ แซ่ลี่ และนายจู้สืบ แซ่ว่าง ได้เข้ามาบุกเบิกพื้นที่เพื่อทำไร่ ปลูกข้าวโพด ข้าวไร่ และฝิ่น ในขณะนั้นกลุ่มชน เผ่าม้งทั้ง 3 ครอบครัว ยังคงตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านปางป่าคา ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ.2496 – 2497 ทางหน่วยงานราชการได้ส่งกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไป ปราบปรามกลุ่มชาวจีนฮ่อที่ค้าฝิ่น ที่หมู่บ้านปางป่าคา กลุ่มชาวจีนฮ่อที่ค้าฝิ่นได้เข้าไปอยู่อาศัยปะปนกับชาวบ้าน เมื่อมีการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชาวบ้านที่ได้รับ ผลกระทบมีทั้งชนเผ่าม้งและชาวจีนฮ่อจึงได้อพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในสถานที่แห่งใหม่และในที่สุดหมู่บ้านปางป่าคาได้ล่ม สลายหรือกลายเป็นหมู่บ้านร้าง ชนเผ่าม้งและชาวจีนฮ่อส่วนหนึ่งนำโดย นายเลาป๊ะ แซ่ย่าง ได้อพยพหนี การปราบปราม ยาเสพติดจากบ้านปางป่าคา ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านดอยปุย ในปัจจุบันนี้ เพิ่มอีก 30 ครัวเรือน และชุมชนในขณะนั้นได้เลือก นายเลาป๊ะ แซ่ย่าง ให้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแต่ยังไม่ได้เป็น หมู่บ้านอย่างเป็นทางการ บ้านดอยปุยอยู่ห่างพื้นที่เมืองเชียงใหม่ประมาณ 20 กิโลเมตร ทำให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายของ ประชากรกลุ่มต่างๆมาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรเพิ่มมากขึ้น โดยเริ่มจากชาวจีนฮ่อได้อพยพมาจากบ้านแม่สาใหม่เข้ามาอาศัยอยู่ กับชาวม้งและเป็นกลุ่มที่ทำการค้าขายกับชาวม้งมาตั้งแต่อดีต ทำให้ชาวจีนฮ่อเรียนรู้วิธีการเพาะปลูกบนพื้นที่สูงจากชาวม้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2500 ทางราชการได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเขต 5 (ต.ช.ด) ค่ายดารารัศมี เข้ามาพัฒนาหมู่บ้าน โดยการสร้างโรงเรียนแบบชั่วคราวเพื่อสอนหนังสือ และได้เรียนรู้ภาษาไทยให้อ่านออกเขียนได้ให้กับเด็กชนเผ่าม้ง และการศึกษาผู้ใหญ่ โดยใช้ชื่อโรงเรียน “โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสงเคราะห์” (ดอยปุย) มีเจ้าหน้าที่ ต.ช.ด. เป็นครู สอนหนังสือ ต่อมาปี พ.ศ.2505 ทางกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้รับเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) โดยมอบหมายให้ตำรวจตระเวนชายแดนดำเนินการก่อสร้างโรงเรียน แบบถาวรและในโอกาสนี้ พล.ต.ต.กระจ่าง ผลเพิ่ม ผู้รักษาการในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนได้กราบ บังคมทูลขอให้พระราชทานแผ่นศิลาฤกษ์ และได้นำมาทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2507 และได้ทรง พระราชทานนามโรงเรียนนี้ว่า “โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 1” ได้ทำพิธีเปิดโรงเรียนวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2507 เวลา 11.00 นาฬิกา โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีศรีสังวาลย์เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดโรงเรียน

    ต่อมาในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2523 ทางกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 5 ได้โอนกิจกรรมของโรงเรียน ให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายสืบพงษ์ แสนยาเกียรติกุล เป็นครูใหญ่ท่านแรกต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2525 ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้โอนกิจกรรมของโรงเรียนให้สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ (สปช) กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อได้รับโอนมาอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช) ได้รับงบประมาณให้ก่อสร้างอาคารเรียนแบบ อชม 1 จำนวน 1 หลัง บ้านพัก 1 หลัง ในปัจจุบันนี้มีอาคารเรียนที่ได้มาตรฐาน อยู่ 3 อาคาร เพื่อใช้บริการสำหรับการเรียนการสอนให้กับประชาชนในชุมชน เมื่อหน่วยงานราชการของรัฐได้เข้ามาพัฒนา จึงทำให้หมู่บ้านดอยปุยได้รับคุณประโยชน์ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานคำแนะนำในด้านทางการเกษตร โดยปลูกพืชเศรษฐกิจแทนการปลูกฝิ่น และการอนุรักษ์รักษาผืนป่าโดยการปลูกไม้ผลเพื่อลดการทำไร่เลื่อนลอย ด้านการอาชีพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ 40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน) เพื่อปลูกสร้างร้านค้าและการลงทุนเพื่อแนะนำให้ ประชาชนได้รับรู้และมีทักษะในการค้าขาย ทำให้ประชาชนชาวไทยภูเขาเผ่าม้งบนดอยปุยซาบซึ่งในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างล้นพ้นตลอดมา และในความกรุณาของทั้งสองพระองค์นั้นทำให้หมู่บ้านดอยปุย และประชาชนชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาจน ถึงทุกวันนี้ (สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และเอกสารแนะนำประวัติบ้านดอยปุย)

     

    ที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศ

    บ้านดอยปุย ตั้งอยู่ หมู่ที่ 11 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลตำบลสุเทพ หมู่บ้านดอยปุยมีพื้นที่ทั้งสิ้น 10.85 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 6,129 ไร่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองเชียงใหม่ บริเวณที่ตั้งหมู่บ้าน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โดยมีอาณาเขตติดต่อดังนี้

    ทิศเหนือ               ติดต่อกับดอยผากลอง และบ้านแม่สาใหม่ อำเภอแม่ริม

    ทิศใต้                   ติดต่อกับพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์

    ทิศตะวันออก         ติดต่อกับยอดดอยปุย

    ทิศตะวันตก           ติดต่อกับน้ำตกศรีสังวาลย์ และบ้านทุ่งโป่ง อำเภอหางดง

     

    ลักษณะภูมิประเทศ

    พื้นที่หมู่บ้านดอยปุย มีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนของเทือกเขาผีปันน้ำตอนบนความสูงของพื้นที่อยู่ระหว่าง 700– 1,280 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดเขาที่สาคัญ คือ ดอยสุเทพ ดอยปุย และดอยบวกห้า โดยมีดอยปุย เป็นยอดเขาที่สูง ที่สุดคือ 1,685 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดเขาเหล่านี้จึงเป็นแหล่งต้น น้ำลำธารที่สาคัญ ของแม่น้ำปิง ได้แก่ ห้วยแก้ว ห้วยช่างเคี่ยนและห้วยแม่เหียะเป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งต้นน้ำลำธารที่ไหลลง สู่แม่น้าปิง ประชากรตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเดียวกันในหุบเขาที่ระดับความสูงประมาณ 800 – 900 เมตร

    พื้นที่หมู่บ้านดอยปุ่ยส่วนใหญ่เป็นชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1A ถึงร้อยละ 43.88 ของพื้นที่ พบในบริเวณที่มีระดับ ความสูงประมาณ 900 เมตรขึ้นไป ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1B คิดเป็นร้อยละ 24.18 ของพื้นที่พบในบริเวณตอนเหนือ ของพื้นที่ในระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตรขึ้นไป ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 2 คิดเป็นร้อยละ 22.85 ของพื้นที่พบทางด้าน ทิศตะวันออกและทิศใต้ของพื้นที่และชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 3 คิดเป็นร้อยละ 9.08 ของพื้นที่พบอยู่ทางด้านทิศใต้ของพื้นที่

    ประชากร

    สภาพสังคมบ้านดอยปุยเป็นกลุ่มบ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงดอยปุย มีประชากร จำนวน 1,408 คน 279 ครัวเรือน ประกอบด้วย 3 เผ่า คือ ม้ง กะเหรี่ยง พื้นเมือง ร้อยละ 80 เป็นเผ่าม้ง ด้านสาธารณสุข ประชาชนใช้บริการจากสถานีอนามัยบ้านโป่งน้อย และโรงพยาบาลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ และโรงพยาบาลนครพิงค์ และที่ผ่านมาโครงการ พัฒนาแบบพื้นที่สูงดอยปุยได้สนับสนุนการทำแผนชุมชนและการนำไปใช้ประโยชน์ส่งเสริมให้มีการ รวมกลุ่มอาชีพ ได้แก่ กลุ่มไม้ผล และกลุ่มปลูกผัก การจัดตั้งกลุ่มและกองทุนเพื่อให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน การพัฒนาตลาดผลผลิตในชุมชน การพัฒนาหมู่บ้านสะอาดชุมชนเข้มแข็ง และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อรักษาวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น

    การศึกษา

    -

    อาชีพ และรายได้

    สภาพเศรษฐกิจ

    เกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขายและทำการเกษตรกรรมประมาณร้อยละ 60 ค้าขายอย่างเดี่ยว ประมาณร้อยละ 10 เป็นการค้าขายให้กับนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ โดยเปิดร้านจำหน่ายสินค้าประเภทหัตถกรรม เสื้อผ้า สำเร็จรูป ผ้าทอใย กัญชง ผ้าปักลาย ผ้าเขียนลายเทียน เครื่องประดับทำด้วยเงิน อัญมณีร้านอาหาร-เครื่องดื่มและ บริการถ่ายภาพ ทำการเกษตรกรรม อย่างเดียวประมาณร้อยละ 25 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนลิ้นจี่ มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 1,000 ไร่ มีปริมาณผลผลิตลิ้นจี่ปีละประมาณ 800-1,000 ตัน ผลผลิตโดยเฉลี่ยไร่ละ 1,000 กิโลกรัม และปลูกพืชชนิดอื่นๆ ได้แก่ กาแฟอราบิก้า ข้าวโพด พลับ ไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผักต่างๆ ซึ่งสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีและประกอบอาชีพ รับจ้างทั่วไปประมาณร้อยละ 5 การดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ดอยปุย ที่ผ่านมากได้พัฒนาและส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรเพื่อให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพและรายได้มากยิ่งขึ้น โดยพัฒนาการปลูกพืชเดิม คือ ลิ้นจี่ และส่งเสริมการปลูกใหม่ๆ เช่นพืชผักในโรงเรือน ไม้ผลเมืองหนาว ได้แก่ องุ่น อาโวคาโด กาแฟ ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างรายได้เสริมและบริโภคในครัวเรือน ส่งเสริมงานหัตถกรรมท้องถิ่น ประชาชน มีรายได้เฉลี่ย 167,53.09 บาท ต่อครัวเรือนต่อปี

    การถือครองที่ดินเกษตรกรหมู่บ้านดอยปุยไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเนื่องจากเป็นพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย การรวมกลุ่มของเกษตรกรประชากรหมู่บ้านดอยปุยได้มีการจัดตั้งกลุ่มด้านอาชีพต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ กลุ่มผู้ปลูก กาแฟอราบิก้า กลุ่มผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ กลุ่มผู้ปลูกไม้ผล กลุ่มผู้ปลูกผักปลอดภัย กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ และกลุ่มหัตถกรรมผ้าเขียนเทียน