หน้าแรก ชุมชนผู้รักษาระบบนิเวศ
ติดต่อเรา
แชร์เรื่องนี้
บ้านแม่เหียะใน
หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
สถานการณ์อุดหนุนกิจกรรม การอนุรักษ์ของชุมชน
สะสมทั้งหมด จำนวนเงิน 1 บาท
  • ปี 2568 จำนวนเงิน 1 บาท
  • ปี 2568 จำนวนเงิน 0 บาท
  • ประวัติชุมชน

    ประวัติศาสตร์ชุมชน

    บ้านแม่เหียะในเป็นหย่อมบ้านที่ขึ้นอยู่กับบ้านป่าจี้ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ความหมายของคำว่า “เหียะ” ตามคำอ้างในเอกสารตำนาน ปู่แสะย่าแสะที่กำนัน สุวรรณ สิงห์โทราช ได้บันทึกไว้เมื่อปี 2486 กล่าวว่า “ณ พื้นที่ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำตั้งอยู่ในหุบเขา นั้นมีตัวเหี้ยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก สายน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่แห่งนี้จึงเรียกว่า แม่เหี้ย ต่อมาจึงกร่อนคำลงไปเรียกว่า แม่เหียะ อย่างไรก็ตามชาวบ้านแม่เหียะในได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า “แม่เหียะ” ไม่น่าจะมาจากชื่อเรียกตัวเหี้ยซึ่งเป็นคำไทยภาคกลาง เนื่องจากคำเมืองของชาวเชียงใหม่และล้านนาไทยเรียกตัวเหี้ยว่า “ตัวแลน” แม่เหียะจึงน่าจะมีที่มาจากชื่อของสายน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ซึ่งมีไม้เฮี๊ยะ ไม้เฮียะ หรือไม้เหียะ ซึ่งเป็นไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่เคยมีอยู่ในพื้นที่มากกว่าที่มาของคำว่า แม่เหี้ย จึงยังหาข้อสรุป ไม่ได้และยังคงเป็นที่ถกเถียงกนมาถึงปัจจุบัน อาณาบริเวณที่ตั้งตามเขตการปกครอง เรียกว่า ตำบลแม่เหียะ ส่วนหมู่บ้านที่ตั้งอยูกลางป่า เรียกว่า บ้านแม่่เหียะใน กระนั้นสายน้ำแม่เหียะยังไหล หล่อเลี้ยงชาวบ้านลงสู่น้ำแม่ปิงจวบจนทุกวันนี้ (ประเวศ สายกัป ไม่ปรากฏปี ที่พิมพ์) หลักฐานที่ ยืนยันวาเคยมีการตั้งถิ่นฐานของชาวลัวะมาก่อน คือ ซากเจดีย์และกาแพงอิฐบริเวณที่ตั้งวิหารของ วัดสวนพริกในปัจจุบัน จึงชี้ให้เห็นได้ว่าพื้นที่แห่งนี้เคยมีการเคลื่อนย้ายของผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เมื่อนานมาแล้วอย่างน้อยนับเป็นร้อยปีขึ้นไป

    การเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานของประชากรบ้านแม่เหียะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อบรรพบุรุษของบ้านแม่เหียะใน ได้แก่ ชาวขมุและชาวลัวะ ได้เข้ามาบุกเบิกพื้นที่ป่าใน หมู่บ้านแม่เหียะ และได้ตั้งรกรากอยูท่ามกลางหุบเขาของดอยสุเทพ จนกระทังได้รับการประกาศ ่ เป็นเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุยในปี พ.ศ. 2524 (ศรีรัตน์โตเทียน, 2554) “ลัวะ” หรือ ”ละว้า” นักมานุษยวิทยาได้จัดชาวลัวะอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาเดียวกบซาวิ่น ชาวขมุ และบราบรี 40 (ผีตองเหลือง) เป็นชนชาติที่มีพื้นเพเดิมอยู่ในทางตอนกลางแหลมอินโดจีน และได้อพยพขึ้นไป ทางเหนือโดยยึดลำน้ำแม่ปิงเป็นแนวเส้นการเดินทาง ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานที่เวียงหนองล่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และบริเวณเชิงดอยสุเทพในตำบลแม่เหียะและตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในปัจจุบัน (ลัวะ, 2553) การเข้ามาจับจองพื้นที่ในช่วงแรกมีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่ อาศัยและทำมาหากิน โดยครอบครัวแรกที่เข้ามาจับจองพื้นที่ ได้แก่ ครอบครัว (ลุงปัน) (แสวง โตเทียน) ซึ่งลุงปันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการหมู่บ้านแม่เหียะในขณะนั้น อุ้ยปัน (นางคำปัน บุญแก้ว, 2554) กล่าววา ่ “เมื่อครั้งที่พ่อของตนได้เข้ามาจับจองพื้นที่นั้น ได้มีชาวขมุเข้า มาบุกเบิกพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งมีบ้านอยู่ประมาณ ่ 5 หลังคาเรือน และชาวลัวะคนแรกที่มาอาศัยอยู่คือ ครอบครัวของลุงปันนั่นเอง โดยการบุกเบิกพื้นที่ในสมัยก่อนเป็นการบุกเบิกพื้นแถบบริเวณคลองชลประทาน ที่ยังมีสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์ มีแต่ต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก บางช่วงเป็นพื้นที่ทางการเกษตรและสภาพถนนยังเป็นลูกรัง การเดินทางออกไปนอกหมู่บ้านต้องปั่นจักรยานเป็น ระยะทาง 5 -6 กิโลเมตร การดำรงชีพในช่วงแรกของการเข้ามาจับจองพื้นที่ของลุงปันเป็นการเก็บหาของป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด ส่วนข้าวสารต้องออกเดินทางไปซื้อบริเวณบ้านป่าจี้ เนื่องจากยังไม่มีที่นาในการปลูกข้าวกินเอง” อย่างไรก็ตาม กลุ่มประชากรที่ศึกษาส่วนมากจึงเป็นคนลัวะซึ่งเป็นคนพื้นถิ่น รองลงมา ได้แก่ คนพื้นเมืองที่อพยพเข้ามาใหม่ และมีเพียงบางส่วนที่อพยพมาจากภูมิภาคอื่น เช่น ภาคเหนือ ตอนล่าง ภาคกลาง และภาคอีสาน จึงอาจกล่าวได้ว่า จากจำนวนประชากรทั้งหมด ร้อยละ 95 เป็นคนลัวะ ที่เหลืออีกร้อยละ 5 เป็นคนไทยพื้นเมือง หมู่บ้านแม่เหียะในมีการตั้งชุมชนมานานกวา ่ 70 ปี จนกระทั่งในช่วงปี พ.ศ. 2545 เริ่มมีความเจริญเข้ามาในชุมชน ที่เห็นได้ชัด ได้แก่ ถนนใน หมู่บ้านแม่เหียะในที่เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2546 มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าในการให้แสงสว่าง ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 โดยครั้งนั้นมีผู้ได้รับการติดตั้งราว 40 หลังคาเรือน ในขณะที่ ระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพิ่งมีการติดตั้งแล้วเสร็จไปเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งถือได้ว่าหมู ่ ่บ้านแม่เหียะในไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากหมู่บ้าน แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากระบบสายส่งไฟฟ้าของเทศบาลนครเชียงใหม่เพียง 1 กิโลเมตร และดำเนินการ เพื่อขอไฟฟ้ามากว่า 30 ปี ในส่วนของโทรศัพท์สาธารณะ มีเพียง 1 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในวัดสวนพริก ดำเนินติดตั้งการโดยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2548 และวิทยุกระจายเสียง ประจำชุมชนหรือเสียงตามสาย มีการติดตั้งเมื่อราวต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554

    ที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศ

    ที่ตั้งและอาณาเขต

    บ้านแม่เหียะใน ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวอำเภอ 10 กิโลเมตร มีถนนลาดยางตัดผ่านกลางหมู่บ้านเริ่มจากเขตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฝั่งดอยคำ ในทิศตะวันออก ไปบรรจบกับบ้านปงเหนือ หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง ทางทิศตะวันตก ช่วงท้ายของถนนเป็นทางลูกรังบดอัด มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น ประมาณ 4 กิโลเมตรมีพื้นที่ทั้งหมด 558 ไร่ โดยมีอาณาเขตติดต่อ ดังต่อไปนี้

    ทิศเหนือ            ติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย

    ทิศตะวันออก      ติดต่อกับสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรแม่่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วัดพระธาตุดอยคำ และบ้านป่าจี้ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

    ทิศใต้                 ติดต่อกับดอยคำ บ้านปงใต้ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

    ทิศตะวันตก        ติดต่อกับบ้านปงเหนือ หมู่ที่ 2 และบ้านปงใต้ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

    สภาพภูมิประเทศ

    ในอดีตพื้นที่ข้างทางประกอบด้วยป่าเบญจพรรณสลับกับป่าดงดิบ และเส้นทางจากบ้าน ั แม่เหียะในไปจนถึงตลาดต้นพะยอมเป็นเส้นทางที่มีต้นไม้หนาทึบ สภาพถนนเป็นดินแดงยังไม่ได้ ลาดยางจึงทำให้การเข้าถึงไม่สะดวก ริมถนนมีห้วยแม่เหียะจึงยังมีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ นานาชนิด น้ำในห้วยสะอาดไม่มีสารพิษปนเปื้อน แต่เมื่อเริ่มมีการสร้างถนนลาดยางเมื่อปี พ.ศ. 2546 จึงได้เริ่มมีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนจำนวนมาก ส่งผลให้น้ำในห้วยแม่เหียะเปลี่ยนสภาพไปจาก เดิม โดยถูกใช้เป็นเส้นทางระบายของเสียจากบ้านเรือน มีการรุกล้ำอาณาเขตโดยการถมลำห้วยเพื่อก่อสร้างอาคาร ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในห้วยแม่เหียะ ทำให้สัตว์น้ำลดจำนวนลงและเกิดสารพิษปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

    สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของบ้านแม่เหียะใน ประกอบด้วยพื้นที่ดอนที่มีความลาดเชิงเขา สลับด้วยพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาขนาดเล็ก ระดับความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 380 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความลาดชันอยูในช่วง 0 - 15 % ลักษณะภูมิประเทศ มีการลาดตัวจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ โดยมีเทือกเขาดอยสุเทพทอดตัวเป็นแนวยาวทางทิศเหนือถึงทิศตะวันตก ส่วนทิศใต้มีดอยคำสลับกับเทือกเขาดอยสุเทพล้อมรอบเช่นกน โดยมีที่ราบระหว่างหุบเขาขนานไปกับลำห้วยแม่เหียะจากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบริมห้วย บ้านเรือนตั้งอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งอาจแยกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ บริเวณที่ราบทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน จำนวน 2 กลุ่มบ้าน และบริเวณขนานกับลำห้วยแม่เหียะ กับถนนในหมู่บ้านอีก 1 กลุ่ม โดยภาพรวมแล้วพื้นที่บ้านแม่เหียะในส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นที่ราบ เชิงเขาที่มีความลาดชัน โดยมีที่ราบระหว่างหุบเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งนี้จึงเป็นปัจจัยจำกัดให้พื้นที่ตั้งบ้านเรือนของบ้านแม่เหียะในกระจายเป็นกลุ่ม ๆ ตามขอบพื้นที่ราบเหล่านั้น ข้อสังเกตอีก ประการหนึ่ง คือ การมีพื้นที่อันจำกัดทำให้พื้นที่สำหรับทำการเกษตรมีขนาดเล็ก คือ มีพื้นที่ทำนา เหลืออยู่ในปัจจุบันประมาณ 16 ไร่ ในขณะที่พื้นที่สวนไม้ผลผสมจะกระจายอยูตามขอบที่ราบหรือ ่ ที่ลาดชันเชิงเขา ซึ่งส่วนใหญ่ผู้เป็นเจ้าของมิได้เป็นคนในหมู่บ้าน จึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องออกไปประกอบอาชีพจากภายนอกชุมชน

    ประชากร

    ในการสำรวจภาคสนามเบื้องต้นช่วงกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553 พบว่า มีจำนวน หลังคาเรือนทั้งสิ้น 105 หลังคาเรือน มีประชากรชาย 101 คน หญิง 111 คน รวมเป็น 212 คน แต่ จากการทำการเก็บข้อมูลระดับครัวเรือนของผู้ที่อยู่อาศัยจริงระหว่างช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม พ.ศ. 2554 พบวา มีชาวบ้านที่อยู่อาศัยจริงจำนวน 97 ครอบครัว แบ่งเป็นชาย 100 คน หญิง 107 คน รวม 207 คน ส่วนจำนวนบ้านที่สำรวจพบมีบ้านมากกว่า 120 หลังคาเรือน และยังพบว่ามีการสร้างบ้านเรือนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดเวลา จึงพอจะเห็นภาพได้ว่าในอนาคตอัน ใกล้จะมีการขยายครอบครัวและการย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนมากขึ้น จำนวนอายุของประชากร ส่วนใหญ่ในหมู่บ้านแม่เหียะในอยูในช่วง 30 – 50 ปี

    การศึกษา

    -

    อาชีพ และรายได้

    ลักษณะอาชีพของชาวบ้านแม่เหียะในส่วนใหญ่ คือ อาชีพรับจ้าง รองลงมาคือข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ (ครู ตำรวจ ทหาร ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการการเมือง) ค้าขาย พนักงานและลูกจ้างบริษัทเอกชน อาชีพเกษตรกรรม โดยมีข้อสังเกต คือ ผู้ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมและรับจ้างมีจำนวนน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนในชุมชนแม่เหียะในมีแนวโน้ม ประกอบอาชีพเหมือนคนในเมืองมากขึ้น ส่วนกลุ่มที่ไม่มีรายได้หรือกลุ่มที่ไม่ได้ประกอบ อาชีพใด ๆ ได้แก่ ผู้สูงอายุ เยาวชน และแม่บ้าน มีจำนวนมากหรือราวหนึ่งในสามของประชากร ทั้งหมดของชุมชน ซึ่งหมายความว่า ภาระการเลี้ยงดูจะตกเป็นของประชากรวัยทำงานที่เหลืออีกราวสองในสาม ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ผลักดันให้คนในวัยทำงานเหล่านั้นต้องไป ประกอบอาชีพในเมืองมากขึ้น

    อาชีพในภาคการเกษตร เป็นอาชีพที่มีมาแต่ดั้งเดิมของคนในชุมชนแห่งนี้ โดยแยกเป็น สองประเภทใหญ่ ๆ คือ การทำนา และการทำสวนผลไม้ เนื่องด้วยทางภูมิศาสตร์ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณพื้นที่ราบและพื้นที่ดอนที่มีความลาดชัน ซึ่งมีจำนวนพื้นที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการขยายอาชีพทางภาคเกษตรกรรม จึงมีการทำนาตามแนวลำน้ำห้วยแม่เหียะ หลวงทางตอนกลางของหมู่บ้าน โดยมีชาวบ้านที่ยังทำนาอยูราว 6 ราย ขณะที่การทำสวนผลไม้นั้น มีอยูราว 11 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการทำสวนไม้ผลผสม ผลไม้ที่นิยมปลูก ได้แก่ กล้วย ขนุน มะขาม มะพร้าว มะไฟ มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย เป็นต้น แต่จากการสำรวจภาคสนามพบว่าแทบทุกหลังคาเรือน จะมีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้เป็นอาหารด้วย

    ด้านการเลี้ยงสัตว์ พบว่ามีการเลี้ยงสัตว์อยู่หลายครัวเรือน ได้แก่ วัว 17 ตัว ควาย 4 ตัว ม้า 7 ตัว และไก่ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารหลายครัวเรือน สำหรับการเลี้ยงวัวควายนั้นไม่ได้เป็นการเลี้ยง ไว้ใช้แรงงานในไร่นาอีกต่อไป แต่เป็นการเลี้ยงไว้เพื่อจำหน่าย รวมทั้งยังมีการรับจ้างเลี้ยงสัตว์ เช่นเดียวกบการเลี้ยงม้า แต่ในส่วนของการเลี้ยงม้านั้นส่วนหนึ่งเป็นการเลี้ยงไว้เพื่อประกอบธุรกิจ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ตามแต่จะมีผู้วาจ้างเป็นครั้ง ๆ ไป

    สำหรับการรับจ้างในภาคการเกษตร มีอยู่ราว 8 ราย ลักษณะงานที่ทำจะเกี่ยวข้องกับการทำการเกษตร เช่น ไถนา ขุดดิน ปรับแต่งพื้นที่ ตัดแต่งกิ่งไม้ การฉีดสารกาจัดศัตรูพืช ใส ่ปุ๋ย รวมถึง การตัดหญ้าในพื้นที่สวน เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังพบว่าชาวบ้านที่ประกอบอาชีพในภาค การเกษตรนี้บางส่วนยังมีอาชีพเก็บหาของป่าไป เช่น เห็ด หน่อไม้ พืชผักและผลไม้ในป่า มีจำนวน 6 ราย

    นอกเหนือจากอาชีพภาคการเกษตรซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของคนส่วนใหญ่ ในชุมชน สามารถแยกอาชีพอื่น ๆ ออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้อีก ดังนี้

    1) การรับจ้างทั่วไป มีผู้ประกอบอาชีพนี้รวม 29 ราย ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในชุ มชนแห่งนี้ ส่วนใหญ่พบว่าจะเป็นการรับจ้างในภาคการก่อสร้าง หรือตามหน่วยงาน บริษัทเอกชนและห้างร้านต่าง ๆ ตามแต่จะมีผู้วาจ้าง โดยมีพื้นที่รับจ้างทำงานอยูในบริเวณตัวเมือง เชียงใหม่และอำเภอรอบข้าง

    2) ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างหน่วยงานของรัฐ เป็นกลุ่มอาชีพที่มีมากเป็นอันดับที่ สองรองจากอาชีพรับจ้าง สถานที่ทำงานทั้งหมดอยู่ภายนอกชุมชน โดยอาชีพในกลุ่มนี้ คือ ครู ตำรวจ ทหาร ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการการเมือง พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานและลูกจ้าง หน่วยงานของรัฐ ในส่วนของพนักงานและลูกจ้างหน่วยงานของรัฐมีจำนวน 5 ราย ทำงานที่ โรงพยาบาลสวนปรุง ซึ่งสอดคล้องกับประวัติของหมู่บ้านที่พบว่าในช่วงที่สองของการก่อตั้ง หมู่บ้านประมาณ พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา ที่ว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลสวนปรุงมาบุกเบิกพื้นที่เพื่ออยู่ อาศัย จึงน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการที่คนในชุมชนยุคต่อมาได้มีโอกาสไปทำงานในสถานที่แห่ง นั้นด้วย

    3) การค้าขาย เป็นอาชีพที่มีมากเป็นอันดับสาม มีทั้งที่ตั้งร้านค้าขายในชุมชน และไปค้าขายนอกชุมชน อยางไรก็ตามคนที่ประกอบอาชีพค้าขายอาจจะมีอาชีพเสริมในส่วนอื่น ๆ ด้วย เพียงแต่ว่ารายได้หลักนั้นมาจากการค้าขาย โดยส่วนใหญ่จะไปทำการค้าขายนอกชุมชน เช่น บริเวณตัวเมืองเชียงใหม่ และตลาดสดเทศบาลเมืองแม่เหียะ เป็นต้น สำหรับร้านค้าในชุมชนนั้น จากการสำรวจภาคสนามในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 พบว่า ในชุมชนมีร้านขายของชำรวม 4 แห่ง ในจำนวนนั้นเป็นร้านขายอาหารจำพวกก๋วยเตี๋ยว อาหารจำพวกปิ้งย่างและเครื่องดื่ม และอีกหนึ่งแห่งขายเครื่องดื่มประเภทสุรารวมอยู่ด้วย

    4) ธุรกิจส่วนตัว เป็นอาชีพของคนที่เข้ามาอยู่ใหม่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นชนชั้นกลาง ฐานะค่อนข้างดี โดยอาชีพที่ทำนั้นเกี่ยวข้องกบธุรกิจงานฝีมือและการท่องเที่ยว แต่คนกลุ่มนี้มักไม่ค่อยได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกับชุมชน

    5) พนักงานและลูกจ้างบริษัทเอกชน ถือเป็นอาชีพอีกกลุ่มหนึ่งที่มีมากเป็นอันดับที่สี่ รองจากการค้าขาย คนในกลุ่มนี้มีอาชีพที่หลากหลายมาก ตั้งแต่เจ้าหน้าที่บัญชี ครูโรงเรียนดนตรี พนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด เป็นต้น สถานที่ทำงานส่วนใหญ่จะอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่และพื้นที่รอบตัวเมือง

    อาชีพของคนในส่วนที่เหลือประกอบด้วย กลุ่มอาชีพอื่น ๆ เช่น งานฝี มือ ช่างแกะสลัก ช่างเสริมสวย เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบวามีข้าราชการ พนักงานหน่วยงานของรัฐที่เกษียณอายุรวม 8 ราย ซึ่งมีรายได้จากเงินบำเหน็จบำนาญของข้าราชการและหน่วยงานของรัฐ ขณะที่ในส่วนของผู้ ไม่มีรายได้นั้นประกอบด้วยแม่บ้าน ผู้สูงอายุ รวมถึงเด็กและเยาวชน รวมแล้วมีจำนวนมากถึง 68 ราย หรือประมาณหนึ่งในสามของประชากรที่สำรวจ นั่นหมายความว่าคนในกลุ่มนี้จะเป็นภาระ ของคนในวัยแรงงานที่เหลืออีกราวสองในสาม

    นอกจากนี้ยังพบวามีการรวมกลุ่มทำไม้กวาดตองกง ซึ่งเป็นรวมกลุ่มทำคล้ายกับวิสาหกิจชุมชนโดยใช้ทรัพยากรที่หาได้เองในชุมชน คือ ไม้ไผ่และหญ้าตองกง เป็นการทำร่วมกันโดยไม่มี การแบ่งหน้าที่ชัดเจน กลุ่มทำไม้กวาดตองกงนี้มีอยูราว 10 ราย

    สภาวะทางเศรษฐกิจภายในครัวเรือน

    ในส่วนของรายได้ รายจ่าย และภาระหนี้สินนั้นส่วนใหญ่ไม่สามารถเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริงได้ เนื่องจากชาวบ้านแทบจะทุกหลังคาเรือนไม่่ได้มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ จึงเป็นการประมาณคราว ๆ และในส่วนของหนี้สินเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวที่ชาวบ้านไม่ต้องการ ให้ผู้อื่นรับรู้ ข้อมูลจึงอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่ได้การทำแบบสอบถามสามารถสรุปได้ดังนี้

    รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี ของประชากร อยู่ที่ 86,102.51 บาท ซึ่งนับว่าค่อนข้างสูง เนื่องจาก อาชีพของคนส่วนใหญ่คือรับจ้าง ค้าขาย งานในภาครัฐและเอกชน ซึ่งสูงกว่าภาคการเกษตรมาก ส่วนหนี้สินนั้นพบว่ามี 20 ครัวเรือนที่มีหนี้สิน ดังนั้นหนี้สินเฉลี่ยต่อคนจึงอยู่ที่ 28,301.93 บาท หรือ 87,440.29 ต่อครัวเรือน แหล่งเงินกูทั้งหมดมาจากธนาคารและสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน จึงไม่พบวามีการกู้ยืมเงินนอกระบบ

    การถือครองที่ดิน

    การถือครองที่ดินถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของคนในชุมชนแม่เหียะใน เนื่องจากเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เอกสารสิทธิ์ที่ดินหรือกรรมสิทธิ์ใน ที่ดินที่ชาวบ้านมีมากที่สุดนั้นคือ น.ส. 3 รวม 12 ครัวเรือน ส.ค. 1 จำนวน 9 ครัวเรือน ที่เหลืออีก 46 ครัวเรือนไม่มีเอกสารสิทธิ์ อย่างไรก็ตามข้อมูลจากการพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่ทำโดยคณะกรรมการชุมชนในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2554 จำนวนทั้งสิ้น 162 แปลงนั้นยังไม่เรียบร้อย ทั้งยังมีปัญหาตกสำรวจและไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของที่ดิน จึงไม่สามารถจำแนกประเภทของเอกสารสิทธิ์ ของชุมชนได้ทั้งหมด