ขุนช่างเคี่ยน มาจากคำว่า "ขุน" ที่แปลว่า ขุนน้ำลําธาร และช่างเคี่ยน ที่แปลว่า ช่างไม้ ในอดีตคนเมืองในหมู่บ้านช่างเคี่ยนจะให้ช้างมาขนไม้บนหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน จึงทําให้เกิดคําว่า "ขุนช่างเคี่ยน" มีความหมายว่า ช้างที่มาขนไม้ให้กับช่างไม้ในหมู่บ้านช่างเคี่ยน หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน เป็นหมู่บ้านที่กลุ่มชาติพันธุ์ม้งอาศัยอยู่ แต่ก่อนจะมี 2 ตระกูลหลักๆคือตระกูลแซ่ลีกับตระกูลแซ่ย่าง (ยั่งยืนกุล) ความเป็นมาเล่าขานยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยคนกลุ่มแรกที่เข้ามาสร้างที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนเป็นชาวม้งที่อพยพย้ายมาจากหมู่บ้านดอยปุย ตำบลบ้านปง (ปัจจุบันคือตำบลสุเทพ) โดยมีนายสายหลือหรือไซหลู่ แซ่ลี กับ นายจู้ยี่หรือจู้หยี่ แซ่ลี เป็นผู้นำในการก่อตั้ง มีบ้านเรือนประมาณ 30 หลังคาเรือน อยู่เป็น 2 โซน โดยโซนที่ 1 มีนายสายหลือหรือไซหลู่ แซ่ลี เป็นผู้นำ โซนที่ 2 มีนายจู้ยี่หรือจู้หยี่ แซ่ลี เป็นผู้นำ มาอาศัยบริเวณโดยรอบของหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนเพื่อทำการเกษตรกรรมได้แก่ข้าวโพด ข้าว ท้อ เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2505 นายจู๋ยี(จู้หยี่) แซ่ลี และนายสายหลือ (ไซหลู่) แซ่ลี มีความเห็นตรงกันว่าจะรวมพลญาติพี่น้องที่ทำการเกษตรบริเวณหมู่บ้านมาอยู่รวมกันเพื่อให้เกิดความมั่นคง และสามารถช่วยเหลือกันได้ในยามมีเหตุฉุกเฉิน หรือเวลาที่มีพิธีกรรมต่าง ๆ จึงได้มีการเรียกประชุมกับหัวหน้าครอบครัวของกลุ่มคนที่ทำการเกษตรบริเวณรอบหมู่บ้าน ให้อพยพกันมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แต่ยังไปทำสวนอยู่ที่เดิมเพราะหมู่บ้านกับสวนระยะทางไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก แรกเริ่มมีชาวบ้านรวมตัวกันประมาณ 25 หลังคาเรือน ซึ่งก็ยังไม่สามารถตั้งเป็นหมู่บ้านของตัวเองได้ ต่อมาญาติพี่น้องชาวม้งดอยปุยที่นับถือผีบรรพบุรุษตนเดียวกัน ค่อย ๆ ทยอยย้ายมาอยู่บริเวณขุนช่างเคี่ยน ซึ่งในขณะนั้นหมู่บ้านดอยปุยจะมีทั้งม้งเขียวและม้งขาวอยู่รวมกัน แต่พอนายยี ที่เป็นม้งขาว ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านที่หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน จึงทำให้ม้งขาวในหมู่บ้านดอยปุยแยกตัวออกมาจากหมู่บ้านดอยปุยเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา อีกประมาณ 2-3 ปี นับจากที่เริ่มอพยพมา มีชาวบ้านต่างหมู่บ้านอื่นได้ข่าวคราวว่าหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนทำการเกษตรได้ผลเจริญงอกงาม และอยู่ใกล้กับตัวเมืองในอีกไม่นานคงจะเจริญมากกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ จึงทำให้มีญาติพี่น้องชาวม้งจากถิ่นอื่นเคลื่อนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ปี พ.ศ. 2514-2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ราชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมหมู่บ้านปีละครั้งและทรงพระราชทานพันธุ์พืชและสัตว์เลี้ยงให้กับชาวบ้านได้นำไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ ทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกลิ้นจี่แทนการปลูกข้าวโพดและท้อ
แต่ก่อนทางการได้ให้หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยนอยู่รวมกับหมู่บ้านช่างเคี่ยน หมู่ที่ 1 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้สามารถก่อตั้งเป็นหมู่บ้านได้ ในปี พ.ศ.2522 นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้แยกหมู่บ้านจากบ้านช่างเคี่ยน หมู่ที่ 1 เป็นบ้านขุนช่างเคี่ยน หมู่ที่ 6 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายยี่หรือจู้หยี่ แซ่ลี เป็นผู้ใหญ่บ้าน นายจุมพล ยั่งยืนกุล (แซ่ย่าง) เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ก่อนที่จะหมดวาระลงในปี พ.ศ. 2524 และนายจุมพลก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 และดำรงตำแหน่งถึงปี 2559 ภายหลังจึงเปลี่ยนจากหมู่ที่ 6 เป็นหมู่ที่ 4 ตำบลช้างเผือกมาจนปัจจุบัน
อาณาเขต
ลักษณะทางกายภาพ
บ้านขุนช่างเคี่ยน เป็นชุมชนที่มีอาณาเขตที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย ลักษณะภูมิประเทศมีลักษณะเป็นเนินเขาและหุบเขา นิยมปลูกบ้านอยู่ใกล้ชิดกันในกลุ่มเครือญาติ โดยมีเรือนใหญ่ของคนสำคัญ คือ ผู้อาวุโสอยู่ตรงกลาง หน้าบ้านหันไปตามทิศความลาดลงของภูเขาหมู่บ้าน ลักษณะบ้านเรือนส่วนใหญ่ จะปลูกบ้านเรือนติดพื้นดิน นิยมสร้างเป็นแบบชั้นเดียว เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ด้านสภาพภูมิอากาศ โดยปกติแล้วจะมีสภาพหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำ มี 3 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูร้อน ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฤดูฝน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และฤดูหนาว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
ประชากร ระบบเครือญาติ และชาติพันธุ์
รายงานสถิติจำนวนประชากรองค์การบริหารส่วนตำบลช้างเผือก รายงานจำนวนประชากรหมู่ที่ 4 บ้านขุนช่างเคี่ยนจำนวน 162 ครัวเรือน 1,149 คน แบ่งเป็นประชากรชาย 567 คน และประชากรหญิง 582 คน โดยประชากรในชุมชนคือกลุ่มชาติม้งที่อพยพมาจากหมู่บ้านม้งดอยปุย
กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในชุมชน:ม้ง
โครงสร้างทางสังคม: องค์กรชุมชนและกลุ่มอาชีพ
ในอดีตชาวม้งบ้านช่างเคี่ยนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร มีฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ แต่ในปัจจุบันนี้จะปลูกไม้ยืนต้นเป็นส่วนใหญ่ พืชหลักของคนในหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน อาทิ ลิ้นจี่ นางพญาเสือโคร่ง กาแฟ สตอเบอรี่ เป็นต้น
ปี พ.ศ. 2516 สถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยนได้ขึ้นมาทำการวิจัยทดลองปลูกพืชเมืองหนาวในหมู่บ้าน จึงได้นําต้นกาแฟมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านนําไปปลูกรวมกับลิ้นจี่ ต่อมาคนในหมู่บ้านเริ่มมีการพัฒนาการทำเกษตรมากยิ่งขึ้น เริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่ไร่นามาปลูกหัวไชเท้าและปลูกผักเพิ่มมากขึ้น
-
ภายหลังการเข้ามาดำเนินการวิจัยทดลองปลูกพืชเมืองหนาวของสถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาพาขุนช่างเคี่ยนไปสู่การเป็นชุมชนท่องเที่ยว ชาวบ้านในหมู่บ้านมีการรวมตัวกันในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ เช่น เปิดร้านเช่าชุดม้งเพื่อถ่ายรูปให้สมกับบรรยากาศความเป็นชุมชนชาติพันธุ์ สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำ ศาลาพักรถ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการนำเอาผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ม้งและดอกพญาเสือโคร่งบาน โดยเข้าไปตั้งหน้าร้านที่เขตสถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน เนื่องจากเป็นแหล่งรวมพลนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
ร้านกาแฟ เป็นอีกหนึ่งช่องทางการสร้างรายได้ที่เป็นที่นิยมในชุมชนบ้านช่างเคี่ยน กาแฟที่นำมาขายนั้นเป็นกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าที่ได้ต้นกล้าจากสถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ที่ชาวบ้านนํามาปลูกเองและรับซื้อของเพื่อนบ้านและได้นํามาแปรรูปคัด เมล็ดกาแฟที่สมบูรณ์ที่สุด นํามาคั่วเมล็ดกาแฟด้วยเครื่อง แล้วบรรจุลงในซองเพื่อนําไปขายหน้าร้าน บางครอบครัวที่ทุนทรัพย์มากพอก็จะพัฒนาเปิดร้านกาแฟเป็นของตนเอง
วิถีชีวิต
วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งขุนช่างเคี่ยนมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายอาศัยอยู่ด้วยกันแบบพี่น้องและญาติ มิตรไม่มีอะไรซับซ้อน เช่น อาหารการกินที่ไม่ได้มีเครื่องปรุงมากมาย มีแค่เกลือกับผงชูรสก็สามารถทำเมนูอาหารที่พิเศษให้คนในครอบครัวรับประทาน และส่วนประกอบหลักของอาหารก็จะมีสมุนไพรเป็นส่วนใหญ่ มื้ออาหารที่ธรรมดาจะมีต้มผักกับน้ำพริกผักชี และถ้าเป็นอาหารมื้อพิเศษก็จะเป็นต้มไก่ดำสมุนไพร
ทุกวันนี้ชาวม้งขุนช่างเคี่ยน ยังมีวิธีชีวิตที่คล้ายคลึงกับอดีต ยังมีหัตกรรมแบบเดิมที่สามารถใช้งานได้จริงในขณะที่หมู่บ้านม้งที่อื่นไม่มีแล้ว เช่น การประกอบอาชีพ อาทิ การทอผ้าปักผ้า การตีดาบ ตีเครื่องเงิน งานจักรสาร เป็นต้น